งานรำลึกการอสัญกรรมอิมามโคมัยนี ครบรอบปีที่ 28 ณ ฮะรัมท่านอิมามโคมัยนี

ชัยชนะของการปฏิวัติอิสลามนั้นเป็นความประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า

เมื่อช่วงบ่ายของวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของการปฏิวัติอิสลาม กล่าวปราศรัยในการรวมตัวครั้งยิ่งใหญ่ของประชาชนในงานอสัญกรรมของท่านอิมามโคมัยนี ครบรอบปีที่ 28 โดยท่านผู้นำได้เน้นถึง บทเรียนอันยิ่งใหญ่ของท่านอิมาม คือ "การเสริมสร้างจิตวิญญาณ, การมีสติปัญญาและการปฏิวัติในเชิงปฏิบัติ" ซึ่งประชาชาติอิหร่านต่างก็จะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องในเป้าหมายและอุดมการณ์ที่เป็นพลังดึงดูดของท่านอิมามและความฉลาดหลักแหลมของท่านในการเผชิญหน้ากับซาตานตัวใหญ่ อีกทั้งในแนวทางในการบรรลุถึงเป้าหมายของการปฏิวัติอิสลามคือ ความหมายที่แท้จริงของการมีสติปัญญา นั่นหมายถึงการเป็นนักปฏิวัติที่แท้จริง

ท่านผู้นำการปฏิวัติอิสลาม ในช่วงเริ่มต้นการปราศรัยในงานครบรอบปีของการอสัญกรรมของท่านอิมามโคมัยนี ผู้สูงส่ง ท่านผู้นำยังได้ชี้ถึงประเด็นและความเป็นจริงในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเกี่ยวกับท่านอิมาม โดยกล่าวว่า เกี่ยวกับท่านอิมามนั้น ยังมีสิ่งที่ไม่ได้กล่าวถึงที่จะต้องมากล่าวกัน แต่สิ่งที่ได้กล่าวไปแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก็จะต้องมีการกล่าวซ้ำๆอีก เพื่อที่จะเป็นการป้องกันจากการบิดเบือนในพื้นฐานทางความคิดของท่านอิมามและจะไม่เปิดโอกาสให้ผู้ใดได้ทำการบิดเบือนเกี่ยวกับเรื่องของท่านอิมามได้อีกด้วย

ท่านผู้นำการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า ผู้ฟังหลักของคำพูดของท่านในวันนี้ ก็คือ บรรดาเยาวชนทั้งหลายและยังกล่าวอีกว่า เนื่องจากที่บรรดาเยาวชนไม่ได้มีโอกาสสัมผัสในช่วงเวลาแห่งชัยชนะและการสร้างวีรกรรมที่ยิ่งใหญ่ของการปฏิวัติและในสงครามศักดิ์สิทธิ์ อีกทั้งในช่วงของการขับเคลื่อนที่ยิ่งใหญ่ในการเผชิญหน้ากับกลุ่มที่เรียกร้องให้มีการแบ่งแยกดินแดน ซึ่งผู้ฟังหลักของคำอธิบายในวันนี้ของข้าพเจ้าที่เกี่ยวกับท่านอิมามก็คือบรรดาเยาวชน เพราะว่า สติปัญญาของเยาวชนนั้นก่อให้เกิดการบิดเบือนได้มากกว่าผู้อื่นใดอีก

ท่านผู้นำแห่งการปฏิวัติอิสลาม ยังกล่าวถึงบรรดาเยาวชนว่า ชัยชนะของการปฏิวัติอิสลามนั้นเป็นความประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า โดยผ่านยังท่านอิมามโคมัยนีและด้วยกับการช่วยเหลือของประชาชาติ มิใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงอำนาจทางการเมืองของกลุ่มหนึ่งมาอีกกลุ่มหนึ่ง แต่ทว่า การปฏิวัติอิสลามถือได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของระบอบการเมืองในประเทศและในสังคมอิหร่าน

ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ยังชี้ถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งทางการเมืองของประเทศ และกล่าวเสริมว่า การปฏิวัติอิสลามได้เปลี่ยนแปลงจากระบอบเผด็จการและการสืบทอดอำนาจทางเครือญาติและการเชื่อมโยงกับต่างชาติมายังการปกครองในระบอบของประชาธิปไตย ที่ประชาชนทั้งหลายนั้นมีอิสระและเสรีภาพในสร้างความภาคภูมิใจและมีเอกลักษณ์ในสังคม

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ยังชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งของการปฏิวัติอิสลามที่มีต่อสังคมโดยกล่าวว่า สังคมอิหร่านด้วยกับกับการมีวัฒนธรรมอันเก่าแก่และความยิ่งใหญ่ ทั้งการมีนักวิชาการหลายคนที่ยิ่งใหญ่ อีกทั้งยังมีการศึกษาที่สำคัญต่อมนุษย์ ได้กลายเป็นสังคมที่ไม่มีอัตลักษณ์ที่จะต้องเป็นผู้ปฏิบัติตามวัฒนธรรมตะวันตก แต่ทว่า การปฏิวัติอิสลามทำให้สังคมอิหร่านนั้นมีอัตลักษณ์ ,มีอิสระและเสรีภาพ อีกทั้งยังมีความคิดในสร้างสรรและเป็นเจ้าของแนวคิดในสมัยใหม่

ท่านผู้นำการปฏิวัติอิสลาม ยังเน้นถึงการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ในการปฏิวัติอิสลามของท่านอิมาม โดยกล่าวเสริมว่า ท่านอิมามได้กล่าวไว้ในคำพูดต่างๆของท่านเกี่ยวกับเป้าหมายส่วนมากของการปฏิวัติอิสลาม แม้นว่า นักการเมืองบางคนจะเคยกล่าวแล้วว่า การเกิดขึ้นของเป้าหมายเหล่านี้นั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดขึ้น แต่ทว่าท่านอิมามได้ทำให้มันเกิดขึ้นมาด้วยกันเป็นจำนวนมากในหลายเป้าหมาย

ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ถือว่า เป้าหมายของขบวนการเคลื่อนไหวในยุคปฏิรูปรัฐธรรมนูญและขบวนการเคลื่อนไหวทางอุตสาหกรรมน้ำมันแห่งชาติ เมื่อเปรียบเทียบกับเป้าหมายของท่านอิมาม จะถือได้ว่า มีเป้าหมายอย่างน้อยที่สุดที่ได้เกิดขึ้น และท่านผู้นำยังกล่าวอีกว่า การเคลื่อนไหวเหล่านี้จะยังไม่บรรลุสู่เป้าหมายได้เสร็จอย่างสมบูรณ์ มีเพียงเป้าหมายจำนวนน้อยนิดเท่านั้น แต่ทว่าท่านอิมาม นอกเหนือจากการบรรลุในเป้าหมายส่วนมากแล้วยังสามารถที่จะรักษาและคงสภาพอยู่ในการปฏิวัติอิสลามได้อีกด้วย

ท่านผู้นำการปฏิวัติอิสลามได้ตั้งคำถามที่ว่า ท่านอิมามได้ทำอย่างไรจึงสามารถทำให้การปฏิวัติอิสลามนี้ได้รับชัยชนะและบรรลุสู่เป้าหมายส่วนมาก โดยท่านกล่าวเสริมว่า ความสำเร็จของท่านอิมามและถือว่าเป็นยุทธวิธีอันยิ่งใหญ่ของท่านอิมามก็คือ ท่านนั้นมีความสามารถทำให้ประชาชนโดยเฉพาะเยาวชนเข้าสู่ในการปฏิวัติอิสลามและท่านยังได้ปกป้องพวกเขาจากการปฏิวัติอีกด้วย

ท่านผู้นำการปฏิวัติอิสลาม ยังเน้นอีกว่า ในทุกๆประเทศที่ประชาชนนั้นมีส่วนร่วมในการยืนหยัด แน่นอนที่สุดเป้าหมายของมันก็จะบังเกิดขึ้น

ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี หลังจากนั้นก็ได้ตั้งคำถามอีกว่า "ท่านอิมามได้ทำอย่างไรให้ประชาชนโดยเฉพาะเยาวชนทั้งหลาย ได้เข้ามาสู่สนามของการปฏิวัติและยังได้ปกป้องพวกเขาจากการปฏิวัตินี้ด้วย? "

ท่านผู้นำการปฏิวัติอิสลาม ได้ตอบคำถามนี้ โดยชี้ถึงพลังดึงดูดในบุคลิกภาพและพื้นฐานทางความคิดของท่านอิมาม และกล่าวว่า บุคลิกภาพของท่านอิมามโคมัยนี เป็นบุคคลที่มีความแข็งแกร่งอย่างมาก, มีความสามารถในการยืนหยัดต่ออุปสรรคทั้งหลาย, มีวิสัยทัศน์ที่มีการเปิดกว้างและความซื่อสัตย์สุจริต และมีศรัทธา อีกทั้งยังมีการตะวักกุล (มอบหมายการงาน) ต่อพระผู้เป็นเจ้า ทั้งในคำพูดและในการกระทำ ดังนั้น พลังดึงดูงในด้านทางบุคลิกภาพของท่านอิมามจึงเป็นสาเหตุให้เยาวชนนั้นได้เลือกท่านอิมาม และแนวทาง อีกทั้งขบวนการปฏิวัติของท่าน

ท่านผู้นำการปฏิวัติอิสลาม ยังชี้ถึงพื้นฐานของพลังดึงดูดของท่านอิมามโดยกล่าวเสริมว่า หนึ่งในหลักการพื้นฐานของท่านอิมามก็คือ การมีอยู่ของอิสลามอันบริสุทธิ์แห่งมูฮัมมะดีย์ เป็นอิสลามที่ไม่ได้ตกเป็นเชลยของความคลั่งไคล้และมิใช่เป็นอิสลามที่ได้นำมาจากสถานที่อื่น

ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ถือว่า "อิสรภาพ, เสรีภาพ, ความยุติธรรมทางสังคม และความยุติธรรมทางเศรษฐกิจ" คือปัจจัยพื้นฐานของพลังดึงดูดของท่านอิมาม และยังกล่าวเสริมว่า หนึ่งในพื้นฐานของท่านอิมามก็คือ การออกห่างจากการครอบงำทางอำนาจของอเมริกา ซึ่งถือได้ว่าเป็นพลังในการดึงดูดของเยาวชนชาวอิหร่าน

ท่านผู้นำการปฏิวัติอิสลาม ยังชี้ถึงการมีประชาธิปไตย ,การมีสิทธิในการเลือกสรรและการปกครองโดยประชาชน อีกทั้งการสร้างความเชื่อมั่นในประชาชาติ ถือว่าเป็นอีกพื้นฐานทางความคิดของท่านอิมาม โดยกล่าวว่า พลังดึงดูดทางบุคลิกภาพและพื้นฐานทางความคิดของท่านอิมามโคมัยนี เป็นปัจจัยหลักของเยาวชนทั้งหลายที่ได้เข้ามาร่วมในขบวนการเคลื่อนไหวและการปฏิวัติอิสลาม และในที่สุดก็ได้นำไปสู่ชัยชนะของการปฏิวัติและเกิดการสั่นสะเทือนทางการเมืองในโลก

ท่านผู้นำการปฏิวัติอิสลาม ยังชี้ถึงโครงสร้างของการจัดประเภทของกลุ่มที่ให้สนับสนุนการปฏิวัติอิสลามและกลุ่มที่ต่อต้านการปฏิวัติอิสลามในโลก โดยกล่าวเสริมว่า: หลังจากชัยชนะของการปฏิวัติอิสลาม ชาติมหาอำนาจที่ใหญ่อย่างอเมริกาและสหภาพโซเวียตและไซออนิสต์ อีกทั้งหลายบริษัทขนาดใหญ่ได้กลายมาเป็นศัตรูกับการปฏิวัติอิสลาม เพราะพวกเขาได้รู้สึกถึงอันตรายที่จะถูกคุกคาม แต่ในทางตรงกันข้าม กลับมีกลุ่มประเทศมุสลิม

จำนวนมาก แม้บางประเทศจะไม่ใช่อิสลามก็ตามต่างก็ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องกับการปฏิวัติอิสลามมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบันนี้

ท่านผู้นำการปฏิวัติอิสลาม ยังชี้ถึงความงุนงงของชาติมหาอำนาจในช่วงเริ่มต้นของชัยชนะในการปฏิวัติอิสลาม โดยกล่าวอีกว่า หลังจากที่ผ่านไปในช่วงเวลาหนึ่ง พวกเขาก็ได้เข้ามาโดยเริ่มที่จะแสดงความเป็นศัตรูและในตลอดช่วงเวลา 38 ปีที่ผ่านมา พวกเขาได้มีแผนการร้ายต่างๆมากมาย แต่ทั้งหมดของแผนการร้ายนั้นก็ได้ล้มเหลว และหลังจากนี้ต่อไปก็จะพบกับความล้มเหลวอีกด้วยเช่นกัน

ในส่วนนี้ของการปราศรัยของท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี โดยท่านยังชี้ถึงสถานการณ์ในปีที่ 60 ซึ่งถือว่าเป็นช่วงสิบปีแรกของชัยชนะในการปฏิวัติอิสลามและยังเป็นช่วงของการมีชีวิตอยู่อันเป็นสิริมงคลของท่านอิมาม และท่านผู้นำยังกล่าวเสริมว่า ช่วงสิบปีแรกของการปฏิวัติอิสลามถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ถูกฉ้อฉล แต่เป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญและเป็นการกำหนดชะตากรรมในประวัติศาสตร์ของการปฏิวัติอิสลาม และช่างเป็นสิ่งน่าเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่ยังถูกไม่รู้จักกัน และล่าสุดก็ได้มีการโจมตีต่อการปฏิวัติอิสลามโดยผ่านกระบอกเสียงของบางประเทศ

ท่านผู้นำการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า ช่วงสิบปีของการปฏิวัติ เป็นช่วงเวลาแห่งการทดสอบที่ยิ่งใหญ่และเป็นช่วงเวลาที่มีการปฏิบัติการณ์ก่อการร้ายครั้งรุนแรงที่สุดในประเทศ โดยท่านกล่าวเสริมว่า ผู้ก่อการร้ายทั้งหลายนั้นได้รับการสนับสนุนจากชาติมหาอำนาจในช่วงสิบปีแรกของการปฏิวัติ เป็นเหตุให้มีบรรดาประชาชนผู้บริสุทธิ์และบรรดาเจ้าหน้าที่รัฐฯเป็นชะฮีด รวมทั้งพ่อค้าสามัญชนคนธรรมดา แม้กระทั่งเยาวชน ,นักเคลื่อนไหวทางการเมืองและบุคคลสำคัญรวมด้วย

ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ถือว่า ช่วงสิบปีแรกของการปฏิวัติ เป็นช่วงที่ต้องแบกภาระในสงครามศักดิ์สิทธิ์แปดปี และเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในการถูกคว่ำบาตร โดยท่านเน้นอีกว่า ในช่วงสิบปีแรกนั้น เป็นช่วงที่มีความภาคภูมิใจอย่างใหญ่หลวงและเป็นปีที่ต้องต่อสู้กับกลุ่มที่เรียกร้องให้มีการแบ่งแยกดินแดน ซึ่งประชาชาติ โดยเฉพาะเยาวชนทั้งหลายได้ยืนหยัดอย่างเข้มแข็งจนได้ผ่านวิกฤติในช่วงนั้นไปได้สำเร็จและยังสามารถพิชิตเหนือแผนการร้ายของศัตรูอีกด้วย

ท่านผู้นำการปฏิวัติอิสลาม ได้เชิญชวนให้นักคิดทั้งหลายได้ทำการค้นคว้าหาความจริงในเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสิบปีแรกของการปฏิวัติ และกล่าวว่า จะต้องมีความระมัดระวังในช่วงเวลาสิบปีแรก อย่าได้ทำให้มีการเปลี่ยนฐานะภาพของบรรดาชะฮีด (ผู้พลีชีพ) มาแทนที่เพชฌฆาตได้ เพราะว่าประชาชาติอิหร่าน

ในช่วงสิบปีแรกนั้นถูกกดขี่อย่างหนักหน่วง เนื่องจากผู้ก่อการร้ายทั้งหลายและบรรรดามุนาฟิก(พวกกลับกลอก)และกลุ่มผู้ที่ให้การสนับสนุนพวกเขาได้ทำการกดขี่และกระทำความชั่วร้ายต่อท่านอิมามและประชาชาติอิหร่าน และเมื่อประชาชาติได้ลุกขึ้นป้องกันต่อสู้และในที่สุดก็ได้รับชัยชนะ

ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ยังชี้ต่อไปถึงการอสัญกรรมและหลังจากการอสัญกรรมของท่านอิมาม โดยกล่าวว่า หลังจากการจากไปของท่านอิมาม ได้มีบางคนได้มีความหวังที่จะเปลี่ยนแนวทางของท่านอิมาม แต่ด้วยกับความโปรดปรานของพระผู้เป็นเจ้า ทำให้พวกเขานั้นไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้

ท่านผู้นำการปฏิวัติอิสลาม ยังชี้ถึงหลังจากการอสัญกรรมของท่านอิมามว่า กลุ่มชนหนึ่งที่อาศัยอยู่นอกประเทศและมีเครือข่ายในประเทศต่างก็ได้มีความหวังในการที่จะออกห่างจากแนวทางของท่านอิมาม และถือว่าการปฏิวัตินั้นเสื่อมสภาพลงและใช้การไม่ได้อีกแล้ว โดยท่านกล่าวเสริมเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า พวกเขาต้องการที่จะลบการปฏิวัติออกเหมือนกับที่ก่อนหน้านี้ได้กระทำมาแล้ว แต่พวกเขาก็ไม่สามารถที่จะกระทำได้ เพราะว่า พื้นฐานและหลักการทางความคิดของท่านอิมามนั้นเป็นสิ่งที่มีพลังมากในการดึงดูดประชาชาติอิหร่านได้

ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ยังเน้นว่า : ถึงแม้นว่าร่างกายของท่านอิมามจะไม่ได้อยู่กับพวกเรา แต่นามของท่าน ,แนวทางและวิญญาณของท่านยังมีชีวิตอยู่ ,หลักการและพื้นฐานทางความคิดของท่านก็ยังไม่มีความเก่าแก่ และคำขวัญและสโลแกนต่างๆของท่านก็ยังมีพลังดึงดูดและเป็นทางนำให้กับประชาชาติและประเทศชาติ ซึ่งในความเป็นจริงนี้ แสดงให้เห็นถึงพลังอำนาจของหน่วยอาสาสมัครของการปฏิวัติอิสลาม

ท่านอยาตุลลอฮ์ ยังชี้ถึงความล่าช้าในการนำคำขวัญและสโลแกนต่างๆของท่านอิมามมาสู่การปฏิบัติ เช่น ความยุติธรรมทางสังคม และบางสโลแกนของท่านยังมิได้นำมาปฏิบัติโดยกล่าวว่า ด้วยกับความอุตสาหะ เราจะเพียรพยายามที่จะปฏิบัติตามเป้าหมายและอุดมคติของท่านอิมาม ผู้ล่วงลับไปแล้ว

ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ถือว่า การมีอำนาจของหน่วยอาสาสมัครในการปฏิวัติ คือ ความโปรดปรานอันยิ่งใหญ่ และท่านยังชี้ถึง ความต้องการที่แท้จริงในวันนี้ และในอนาคต ต่อการมีพลังที่ยิ่งใหญ่นี้ โดยกล่าวเสริมว่า ไม่มีแรงขับเคลื่อนใดที่จะยิ่งใหญ่เหนืออำนาจของการปฏิวัติและสโลแกนที่มีพลังดึงดูดของท่านอิมามและบรรดาเจ้าหน้าที่รัฐฯและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองจะต้องไม่ควรละเลยในการมีอำนาจอันนี้

ท่านผู้นำการปฏิวัติอิสลาม ยังกล่าวต่อถึงแผนการที่สลับซับซ้อนของศัตรู โดยกล่าวว่า : ด้วยกับความโปรดปรานของพระผู้เป็นเจ้า และการปฏิวัติอิสลาม อีกทั้งในอุดมการณ์ที่มีพลังดึงดูดของท่านอิมาม ยังสามารถที่จะทำให้เยาวชนทั้งหลายและประชาชนที่มีเจตนามุ่งมั่นเข้าสู่ภาคสนามอีกครั้ง เพื่อเป็นแรงในการขับเคลื่อน และนี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดของการทำให้แผนการร้ายของศัตรูได้ล้มเหลว

ท่านผู้นำการปฏิวัติอิสลาม ยังชี้ถึง ตัวอย่างในการเหิมเกริมของศัตรู โดยกล่าวว่า ประธานาธิบดีอเมริกาที่ได้ร่วมในการเต้นระบำดาบกับผู้นำเผ่าพันธ์ชาติหนึ่งที่ล้าหลังและยังเสียมารยาท ซึ่งเขาได้วิจารณ์ต่อการเลือกตั้งที่เป็นอิสระในการเข้าร่วมของประชาชนกว่าสี่สิบล้านคนอีก

ท่านผู้นำการปฏิวัติอิสลาม ยังชี้อีกถึง การมีความสัมพันธ์ของประธานาธิบดีอเมริกากับฆาตกรที่สังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์ในประเทศเยเมน โดยกล่าวว่า ศัตรูของเรานั้นไม่มียางอายที่ร่วมอยู่กับฆาตกรในการสังหารหมู่ผู้คนบริสุทธิ์ในเยเมน แล้วยังกล้าที่จะอ้างในเรื่องสิทธิมนุษยชนอีก อีกทั้งยังได้ประกาศคว่ำบาตรต่อประชาชาติอิหร่านว่าพวกเขาได้ฝ่าฝืนสิทธิมนุษยชน และยังมีความเหิมเกริมที่มากกว่านี้อีกใช่มั้ย?

ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ยังเน้นอีกว่า ในทางตรงกันข้ามกับศัตรูที่มีความหยาบคาย อิหร่านนั้นมีความต้องการอย่างจริงจังในการมีอำนาจของบรรดาอาสาสมัครในการปฏิวัติ ซึ่งเจ้าหน้าที่ทั้งหลายและผู้ที่มีความรักในการปฏิวัติ จะต้องเข้าใจถึงคุณค่าและอุดมการณ์แท้จริงของการปฏิวัติ มิใช่เพียงแค่การเข้าถึงเป้าหมายในระยะสั้นและการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแบบฉับพลัน และอย่าได้ลืมเลือนหลักการและพื้นฐานทางความคิดของการปฏิวัติ

ท่านผู้นำการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า การก้าวหน้าทางด้านวิชาการและเศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรม นั้นต้องการความเชื่อมั่นในตัวเองและความกล้าหาญในการปฏิวัติและกล่าวเสริมว่า: ในวันนี้ จากประสบการณ์ในช่วงสิบปีแรกของการปฏิวัติ หากว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นอีก ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่า บรรดาเยาวชนหลายล้านคนจะเข้าสู่สนามอย่างมุ่งมั่นในการรักษาประเทศของพวกเขา

ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ยังกล่าววิพากษ์วิจารณ์บางส่วนของ "การมีสติปัญญา" ที่ตรงกันข้ามกับการปฏิวัติ โดยกล่าวเสริมว่า การมีสติปัญญาที่แท้จริงนั้นคือ การเป็นนักปฏิวัติและการมีวิสัยทัศน์ในการปฏิวัติเท่านั้นที่จะสามารถมองเห็นถึงข้อเท็จจริงได้

ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ยังอธิบายถึงตัวอย่างของปัญหานี้ โดยกล่าวว่า : เมื่อสามสิบปีที่ผ่านมา ด้วยกับมุมมองในการปฏิวัติอิสลามของท่านอิมามและเข้ากันกับสติปัญญา ซึ่งท่านอิมามถือว่า อเมริกานั่นคือซาตานตัวใหญ่ที่ไม่น่าเชื่อถือ และในปัจจุบัน หลังจากที่ผ่านมาสามสิบปีแล้ว ผู้นำบางประเทศในยุโรปต่างยอมรับในความจริงนี้ และบอกว่าอเมริกาเป็นผู้ที่ไม่น่าเชื่อถือเลย ซึ่งประเด็นนี้แสดงถึงการมีสติปัญญาที่เกิดขึ้นมาจากการเป็นนักปฏิวัติของท่านอิมาม

ท่านผู้นำสูงสุดของการปฏิวัติอิสลาม กล่าวถึงการมีสติปัญญาในความหมายที่แท้จริง โดยกล่าวว่าการมีสติปัญญา หมายถึง การรู้จักถึงโครงสร้างพื้นฐาน, การพึ่งพาประชาชน ,การมีพลังที่มีอยู่ภายใน และการตะวักกุลต่อพระเจ้า มิใช่ว่า เมื่อได้ออกห่างจากการครอบงำในอำนาจของอเมิรกา จะกลับเข้าใกล้ต่อซาตานตัวใหญ่นั้นอีกครั้ง

ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ถือว่า การปลูกฝังทางจิตวิญญาณและการมีสติปัญญาและการปฏิวัติทางการปฏิบัติ คือบทเรียนอันยิ่งใหญ่ของท่านอิมาม โดยกล่าวเสริมว่า จะไม่มีวันเลยที่จะลืมเลือนในบทเรียนเหล่านี้ของท่านอิมามได้

ท่านผู้นำการปฏิวัติอิสลาม ยังกล่าววิจารณ์บุคคลใดก็ตามที่มองท่านอิมามเป็นเพียง "มรดกทางวัฒนธรรม" โดยกล่าวเสริมว่า : ท่านอิมามของประชาชาติอิหร่านมิใช่มรดกทางวัฒนธรรม แต่ทว่า ท่านเป็นผู้นำที่มีชีวิตอยู่ทั้งในอดีตและในปัจจุบัน ด้วยกับคำพูดและอุดมคติของท่านนั้นเป็นทางนำให้กับประชาชาติ

ท่านผู้นำการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า การดำเนินการของซาอุดิอาระเบียในการเสียค่าใช้จ่ายหลายพันล้านๆจากเงินภาษีของประชาชาชนเพื่อตอบสนอความต้องการและวัตถุประสงค์ของอเมริกานั้น เป็นการเสียค่าใช้จ่ายต่อการสร้างสันติภาพกับซาตานตัวใหญ่ โดยกล่าวเสริมว่า หากว่ามนุษย์นั้นมีความเชื่อมั่นในตัวเองและมีตรรกะ อีกทั้งยังมีสติปัญญาในการปฏิวัติ ฉะนั้นในการใช้จ่ายทั้งหมดก็ยังน้อยกว่าค่าใช้จ่ายครั้งนี้เสียอีก

ท่านผู้นำการปฏิวัติอิสลาม กล่าวถึงประชาชาติอิหร่านว่า หากพระองค์ทรงประสงค์ เราจะมาพูดคุยกันเกี่ยวกับในประเด็นนี้ต่อไป แต่ในความจริงก็คือชาติอำนาจนั้นมีการวางแผนการร้าย และเป็นผู้ละเมิดที่ไม่มีวันเพียงพอ เพราะว่าในหลายปีที่ผ่านมา เราได้ประจักษ์แล้วว่า จากการไม่ยอมเผชิญหน้ากับศัตรู จะทำให้เกิดข้อเรียกร้องใหม่ๆตามมาเรื่อยๆอย่างที่ไม่มีที่สิ้นสุด

ท่านผู้นำการปฏิวัติอิสลาม หลังที่ได้อธิบายถึงความสัมพันธ์อันละเอียดอ่อนของการมีสติปัญญากับการปฏิวัติ โดยกล่าวเสริมว่า: การเป็นนักปฏิวัติ หมายความว่า บรรดาเจ้าหน้าที่ของรัฐฯในเป้าหมายของเขา จะต้องไม่พอใจต่ออำนาจต่างๆและไม่เกรงกลัวต่อการเผชิญหน้ากับผู้กดขี่ทั้งหลายและจะไม่ถูกหลอกลวง และด้วยกับความอ่อนแอทางจิตวิญญาณในการต่อกรกับซาตานตัวใหญ่ จะต้องมีความอุตสาหะและเพียรพยายามในการใช้องค์ประกอบภายในต่อแก้ปัญหาและทำให้ประชาชนทั้งหลายนั้นมีความพึงพอใจ

ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ได้กล่าวสรุปในการปราศรัยของท่าน โดยย้ำถึง การเสริมสร้างทางจิตวิญญาณในการปฏิวัติจากพื้นฐานทางความคิดของท่านอิมาม และกล่าวเสริมว่า การเป็นนักปฏิวัติมิอาจที่จะปฏิเสธความสุดโต่งได้ในบางเรื่องได้ เพราะว่า การเป็นนักปฏิวัติคือความต้องการที่แท้จริงของประเทศและสังคม

ท่านผู้นำการปฏิวัติอิสลามได้กล่าวถึงประเด็นภายในประเทศ เป็นประเด็นต่อไปในการปราศรัยของท่าน

ท่านผู้นำการปฏิวัติอิสลาม ยังชี้ถึง การเลือกตั้งประธานาธิบดีและการเข้าร่วมของประชาชนในการเลือกตั้งโดยกล่าวว่า ข้าพเจ้าขอกล่าวขอบคุณด้วยใจจริงในการเข้าร่วมของประชาชนในการลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งที่มีจำนวนมากถึง สี่สิบเอ็ดล้านคน

ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ถือว่า การเข้าร่วมของประชาชนในการเลือกตั้งเป็นสัญลักษณ์หนึ่งในความเชื่อมั่นของพวกเขาต่อระบอบรัฐอิสลาม โดยกล่าวเสริมว่า เสียงส่วนมากใน 70 กว่าเปอร์เซ็นของประชาชนในการเข้ามาเลือกตั้งโดยกล่าวคำว่า ใช่ และยังได้ยืนยันในระบอบการปกครองแบบสาธารณรัฐอิสลาม และการลงคะแนนเสียงนี้ เป็นคะแนนเสียงให้กับรัฐอิสลามอย่างแท้จริง

ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ยังกล่าวอีกว่า ช่างน่าที่เสียใจนัก ที่บางคนนั้นมีความเข้าใจผิดหรือมีแรงจูงใจอันอื่นได้มีการปฏิเสธความจริงนี้ และกล่าวกันว่า การลงคะแนนเสียงของประชาชนไม่ได้เกี่ยวกันกับการยอมรับในรัฐอิสลามด

เลย ขณะที่เป็นไปได้ว่ามีบางคนที่ไม่พอใจต่อพฤติกรรมของรัฐบาล แต่ก็ได้ออกมาใช้สิทธิในการลงคะแนนเสียงโดยมีความเชื่อมั่นต่อรัฐอิสลาม

ท่านผู้นำการปฏิวัติอิสลาม กล่าวเสริมว่า สภาผู้พิทักษ์รัฐธรรมนูญได้ประกาศถึงความถูกต้องในการเลือกตั้ง แต่ทว่ายังมีการฝ่าฝืนในการเลือกตั้ง และก็ยังได้ส่งรายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้มายังเรา

ท่านผู้นำการปฏิวัติอิสลาม ยังชี้ถึงการฝ่าฝืนการเลือกตั้งนั้นไม่มีผลกระทบต่อการเลือกตั้ง โดยกล่าวว่า การฝ่าฝืนการเลือกตั้งมิได้มีความเหมาะสมกับระบอบรัฐอิสลาม และเจ้าหน้าที่ๆรับผิดชอบจะต้องมีการติดตามในเรื่องนี้อย่างจริงจัง และต้องหาผู้กระทำผิดมารับโทษ เพื่อในการเลือกตั้งที่ประชาชาติอิหร่านจะมีขึ้นในอนาคตข้างหน้า และหากว่าเราไม่สนใจในการฝ่าฝืนในการเลือกตั้ง ก็จะทำให้การฝ่าฝืนนั้นเกิดขึ้นมาอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ยังกล่าวขอบคุณต่อเจ้าหน้าที่รับผิดชอบให้มีการเลือกตั้ง ทั้งในการตรวจสอบในการเลือกตั้ง และการปฏิบัติที่ไม่ดีต่อการเลือกตั้ง โดยกล่าวเสริมว่า จากในการติดป้ายโฆษณาและการดีเบตทางโทรทัศน์ได้มีการพูดจากันในทางที่ไม่ดีและยังมีการกระทำที่ไม่ดี โดยมีการกล่าวหาหน่วยงานต่างๆของรัฐซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ดีไร้จรรยาบรรณ

ท่านอยาตุลลอฮฮ์ คาเมเนอี ยังกล่าวอีกว่า สิ่งที่ผ่านมาก็ขอให้ได้ผ่านไป และสิ่งที่ได้กระทำไปในการเลือกตั้งเมื่อได้สิ้นสุดแล้ว ก็ให้ผ่านไป และอย่าได้กระทำมันซ้ำอีก

ท่านผู้นำการปฏิวัติอิสลาม ได้เรียกร้องให้ประชาชาติต้องมีความอดทนและกล่าวเสริมว่า ไม่ว่ากลุ่มชนใดที่ผู้สมัครของพวกเขาได้รับชนะในการเลือกตั้งหรือกลุ่มชนที่ผู้สมัครของพวกเขาไม่ได้รับเลือกตั้ง พวกเขานั้นจะต้องมีความอดทนเป็นอย่างมาก

ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ยังกล่าวว่า นับว่าเป็นโชคดีที่ปีนี้ บุคคลที่ไม่ได้รับเลือกตั้งก็ได้แสดงขีดความสามารถของพวกเขาออกมา โดยที่มีความแตกต่างกับในปีที่ 88 ที่สร้างปัญหาให้กับประเทศ

"ความสำคัญโดยเฉพาะในการผลิตและการสร้างงาน" คือปัญหาหนึ่งที่ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลามได้กล่าวถึงรัฐบาลที่จะต้องนำมาปฏิบัติ และกล่าวเสริมว่า: ประธานาธิบดีนั้นจะต้องปฏิบัติตามขอบเขตที่รัฐธรรมนูญที่ได้กำหนดไว้ และจะต้องใช้ขีดความสามารถและมีศักยภาพในการปฏิบัติและตามสัญญาที่ได้ให้ไว้กับประชาชนอย่างไม่รอช้า

ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี กล่าวเสริมอีกว่า ในรัฐบาลครั้งที่สิบสองนนี้ จะต้องเลือกเจ้าหน้าที่รัฐฯที่มีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการทำงาน เพราะว่าการไร้คุณภาพในส่วนภาคเศรษฐกิจและด้านอื่นๆแสดงให้เห็นถึงความไร้ประสิทธิภาพของระบอบ แต่สิ่งนี้มิได้มีความยุติธรรมกับระบอบแต่อย่างใด

ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ยังเน้นถึงความจำเป็นของประเทศในการเผชิญหน้ากับการคว่ำบาตรของอเมริกา โดยกล่าวเสริมว่า พวกอเมริกานั้นมีความเหิมเกริมเป็นอย่างมาก ซึ่งในทุกๆวันจะมีการกำหนดเวลาให้กับอิหร่าน ซึ่งเจ้าหน้าที่ทั้งหลายจะต้องมีการยืนหยัดความต้านทานในทางการเมืองและเศรษฐกิจ ในการเผชิญหน้ากับศัตรู

ท่านผู้นำการปฏิวัติอิสลาม ยังชี้ถึงการระเบิดและการรุกรานของรัฐบาลซาอุดิอาระเบียที่มีต่อเยเมน โดยกล่าวว่า รัฐบาลของซาอุดิอาระเบีย จงรู้ไว้เถิดว่า หากว่ายังมีการใช้วิธีการในรูปแบบนี้ในก่ออาชญากรรมอีกสักสิบปี ก็จะไม่ได้รับชัยชนะเหนือประชาชนชาวเยเมนหรอก อาชกรรมนั้นยังจะมีความหนักมากยิ่งขึ้นและการคิดบัญชีจากพระเจ้าก็จะยากขึ้นด้วย

ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ถือว่า การเข้ามาของรัฐบาลซาอุดิอาระเบียในบะฮ์เรนนั้นเป็นการเข้ามาที่ไม่มีตรรกะ โดยกล่าวเสริมว่า ปัญหาของบะฮ์เรนนั้นเกี่ยวกับประชาชนชาวบะฮ์เรนและประชาชนบะฮ์เรนจะต้องเป็นผู้ตัดสินใจในการพูดคุยกับผู้ปกครองของพวกเขาและหาข้อสรุปมาให้ได้

ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ถือว่า การแทรกแซงของรัฐต่างชาติและการเข้ามาของกองกำลังทหารของชาติอื่นโดยมีจุดประสงค์ในการปราบปรามประชาชนชาวบะฮ์เรน ถือเป็นการกระทำที่มีความผิดพลาดทางตรรกะและไม่มีประสิทธิภาพ และท่านยังกล่าวอีกว่า สิ่งเหล่านี้จะทำให้รัฐบาลซาอุดิอาระเบียจะพบกับความอับอาย แม้ว่าจะติดสินบนหลายร้อยพันล้านกับอเมริกา แต่พวกเขาจะไม่ประสบผลสำเร็จแต่อย่างใด

ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ถือว่า การเข้ามาแทรกแซงของประเทศต่างชาติในซีเรีย เป็นการปฏิบัติที่ขัดแย้งกับเจตนารมณ์ของรัฐบาลและประชาชนซีเรีย และกล่าวเสริมว่า ปัญหาซีเรียจะต้องใช้วิธีการเจรจา จึงจะได้รับการแก้ไขอย่างแท้จริง

ท่านผู้นำการปฏิวัติอิสลาม ยังชี้ถึงบทบาทของศัตรูในการสร้างสงครามตัวแทนในโลกมุสลิมและทำให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม โดยกล่าวว่า วิธีการแก้ไขกรณีเหล่านี้ ก็คือ การเจรจา และอย่าได้นำอาวุธเข้ามาในประเทศ และอย่าทำให้ผู้อื่นเข้ามาแทรกแซงในกิจการภายในประเทศของตน

ท่านยังชี้ถึงกลุ่มไอซิสที่มีการก่อตัวในอิรักและซีเรียกำลังอยู่ในสภาพของการถูกลอยแพ โดยกล่าวเสริมว่า : กลุ่มผู้ก่อการร้ายกำลังวางแผนที่จะไปที่ประเทศอื่น ๆ เช่น ในอัฟกานิสถาน, ปากีสถานและฟิลิปปินส์และบาง

ประเทศในยุโรป ซึ่งถือว่าเป็นเปลวเพลิงที่ชาวตะวันตก ได้ถือมาด้วยมือของตัวเอง ตอนนี้ก็กำลังย้อนกลับไปยังพวกเขา

ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี กล่าวในข้อสรุปของการปราศรัยของท่านว่า ประชาชาติอิหร่านด้วยเตาฟีกแห่งพระผู้เป็นเจ้า ได้สามารถที่ในการผ่านทุกกรณีด้วยหลักการตรรกะและการมีสติปัญญา อีกทั้งการมีเจตนามุ่งมั่นและหลังจากนี้ด้วยการอนุมัติและชี้นำจากพระองค์ ในทุกๆการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของประเทศจะก่อให้เกิดอุดมการณ์และจะนำไปสู่ชัยชนะของประเทศ

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ในช่วงท้ายของการปราศรัยของท่าน กล่าวอีกว่า ด้วยเตาฟีกแห่งพระผู้อภิบาล และประสบการณ์ที่ผ่านมาใน 38 ปี อนาคตของประชาชาติ นับจากวันนี้จะดียิ่งขึ้นกว่าอย่างแน่นอน

700 /