สำนักผู้นำสูงสุดซัยยิด อาลี คาเมเนอี

บรรดาเจ้าหน้าที่กิจการฮัจญ์ เข้าพบท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม

พิธีฮัจญ์ในปีนี้จะเป็นการประกาศตัดขาดความสัมพันธ์จากศัตรู

บรรดาเจ้าหน้าที่กิจการฮัจญ์ พร้อมทั้งกลุ่มผู้แสวงบุญ ณ บัยตุลลอฮ์อัล-ฮะรอม เข้าพบท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม อยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี โดยท่านผู้นำถือว่า การรำลึกถึงพระผู้เป็นเจ้า ความเป็นเอกภาพและความสัมพันธ์ของชาวมุสลิม เป็นสององค์ประกอบที่สำคัญอย่างมากทางจิตวิญญาณและทางสังคมของภารกิจฮัจญ์ และท่านยังชี้ให้เห็นถึงเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่ในฉนวนกาซ่าและอาชญากรรมต่างๆของรัฐเถื่อนไซออนิสต์ ผู้หลั่งเลือด โดยท่านกล่าวว่า “ฮัจญ์ในปีนี้ ทั้งในแง่ของโองการจากอัลกุรอานและการรำลึกถึงความทรงจำและนามอันจำเริญของท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.)  จะต้องมีมากกว่าในทุกปี ขณะที่ พิธีฮัจญ์นั้น ถือว่า เป็นการประกาศตัดขาดความสัมพันธ์กับศัตรู อาชญากรของชาวมุสลิม และผู้สนับสนุนของพวกเหล่านี้อีกด้วย”

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า ฮัจญ์ เป็นภารกิจที่จำเป็นในหลายมิติ ทั้งในด้านวัตถุและทางจิตวิญญาณ โดยท่านกล่าวเสริมว่า “ในด้านมิติภายใน คือ การรำลึกถึงพระผู้เป็นเจ้า ในฐานะที่พระองค์นั้น เป็นแหล่งที่มาที่แท้จริงของการดำเนินชีวิตและการมีเจตนา ความมุ่งมั่น ตลอดจนการตัดสินใจส่วนปัจเจกบุคคล สังคม และในระดับชาติ ถือเป็นจุดที่เด่นของทุกขั้นตอน และสถานภาพของฮัจญ์”

ในบริบทเดียวกันนี้ ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ยังได้เน้นย้ำกับบรรดาผู้แสวงบุญ ณ บัยตุลลอฮ์ ว่า “ในพิธีฮัจญ์ พวกท่านทั้งหลาย จงให้ความสนใจเป็นพิเศษในกรณีต่างๆเหล่านี้ ซึ่งไม่สามารถที่จะพบเจอได้ในสถานที่อื่นใด เช่น กะอ์บะฮ์ มัสยิดอัลฮะรอม การฏอวาฟ และการซิยาเราะฮ์ฮะรอมของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ผู้ทรงเกียรติ หาไม่แล้ว ตลาดและสินค้าต่างๆ ก็มีอยู่ในทุกสถานที่”

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า จุดเด่นของมิติทางสังคมของฮัจญ์ คือ ความเป็นเอกภาพและความสัมพันธ์ของชาวมุสลิมระหว่างกันและกัน โดยท่านกล่าวว่า “ปรัชญาแห่งการเชิญชวนของพระผู้เป็นเจ้าให้ทุกคนมาปรากฏตัวในสถานที่อันเฉพาะและในวันที่ถูกกำหนด คือ การทำความรู้จักของชาวมุสลิมซึ่งกันและกัน และการคิดร่วมกันและการตัดสินใจร่วมกัน จนกว่าจะได้รับผลสำเร็จและ ฮัจญ์นั้นได้ประจักษ์ต่อสายตาของโลกอิสลามและมนุษยชาติทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันนี้ โลกอิสลามมีสุญญากาศขนาดใหญ่ในด้านการตัดสินใจร่วมกัน”

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า การเพิกเฉยต่อความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา และชาติพันธุ์ เป็นบทนำที่จำเป็นต่อความเป็นเอกภาพ โดยท่านกล่าวเสริมว่า “การรวมตัวกันครั้งใหญ่ เป็นหนึ่งเดียว และมีสภาพเดียวกันของบรรดาผู้ปฏิบัติตามทุกนิกายและสำนักคิดอิสลามของทุกเชื้อชาติ ถือเป็นการแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงแง่มุมทางสังคมและการเมืองของพิธีฮัจญ์”

ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี กล่าวเสริมว่า “แน่นอนว่า ความจำเป็นในการก้าวผ่านความแตกต่างทั้งหลายและปัญหาความแตกแยกนั้น ไม่ได้มีเฉพาะในพิธีฮัจย์ และในโองการอัลกุรอานอย่างมากมาย ก็ได้เน้นย้ำถึงความเป็นเอกภาพและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของบรรดามุสลิม”

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ยังชี้ให้เห็นว่า ภารกิจฮัจญ์ จะต้องรวมถึงนามอันจำเริญของท่านศาสดาอิบรอฮีมและคำสอนของศาสดาผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้ ถือว่า เป็นการประกาศตัดขาดความสัมพันธ์กับเหล่าศัตรูของศาสนาของพระผู้เป็นเจ้า เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของคำสอนอันล้ำค่าของศาสดาอิบรอฮีม โดยท่านกล่าวว่า “นับตั้งแต่เริ่มต้นของการปฏิวัติอิสลาม  การประกาศตัดขาดความสัมพันธ์  ถือเป็นเสาหลักในพิธีฮัจญ์ของปัจจุบันที่ได้เกิดขึ้น แต่ทว่าในปีนี้ เมื่อให้ความสนใจไปยังจากเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่และมหัศจรรย์ในฉนวนกาซ่า ซึ่งเผยให้เห็นถึงโฉมหน้าของผู้หลั่งเลือดที่มากกว่าอดีต ซึ่งเกิดขึ้นมาจากอารยธรรมตะวันตก ฮัจญ์ในปีนี้ จึงเป็นฮัจญ์ที่พิเศษในการประกาศตัดขาดความสัมพันธ์นั่นเอง”

ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ถือว่า เหตุการณ์ปัจจุบันในฉนวนกาซ่า เป็นตัวบ่งชี้ที่ยั่งยืนสำหรับประวัติศาสตร์ และท่านผู้นำยังกล่าวเสริมว่า “การโจมตีอย่างป่าเถื่อนของสุนัขบ้าไซออนิสต์ในอีกด้านหนึ่ง และการต่อสู้และการถูกกดขี่ของประชาชนชาวฉนวนกาซ่า ในทางกลับกัน จะยังคงอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์และแสดงให้เห็นถึงหนทางสู่มนุษยชาติที่สะท้อนอย่างน่าประหลาดใจและไม่เคยปรากฏมาก่อน ในสังคมที่ไม่ใช่อิสลามและมหาวิทยาลัยในอเมริกาและประเทศอื่นๆ นี่ถือเป็นหนึ่งในสัญญาณของการสร้างหน้าประวัติศาสตร์และการจัดทำดัชนีในการบ่งชี้”

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม กล่าวอธิบายถึงหน้าที่ของประชาชาติอิสลามเกี่ยวกับภัยพิบัติในฉนวนกาซ่าเนื่องในโอกาสพิธีฮัจญ์แห่งอิบรอฮีม โดยท่านได้ชี้ให้เห็นถึงตัวอย่างมากมายจากอัลกุรอานเกี่ยวกับวิถีชีวิตของศาสดาอิบรอฮีม (อ.) และท่านกล่าวว่า “ศาสดาอิบรอฮีม  (อ.) เป็นหนึ่งในบรรดาศาสดา ที่มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และมีความเมตตาอย่างมาก แต่ทว่า ศาสดาของพระผู้เป็นเจ้า ผู้นี้ เมื่อเขาต้องเผชิญหน้ากับเหล่าศัตรูที่ฉ้อฉลและกดขี่ ได้แสดงให้เห็นถึงการประกาศตัดขาดความสัมพันธ์และประกาศถึงความเป็นปฏิปักษ์ของเขาอย่างชัดเจน”

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ยังได้ชี้ให้ห็นถึงโองการอัลกุรอานที่สั่งห้ามไม่ให้เป็นมิตรภาพกับศัตรูที่กดขี่โดยสิ้นเชิง โดยท่านถือว่า ระบอบรัฐเถื่อนไซออนิสต์ เป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของการเป็นศัตรูกับชาวมุสลิม ขณะที่สหรัฐอเมริกาในฐานะที่เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดของระบอบรัฐเถื่อนนี้ และท่านยังกล่าวเสริมว่า “หากไม่ใช่เพราะความช่วยเหลือของสหรัฐฯ ระบอบรัฐเถื่อนไซออนิสต์ก็จะมีอำนาจและความอาจหาญในการแสดงพฤติกรรมที่ป่าเถื่อนเช่นนี้กับประชาชนชาวมุสลิม ผู้หญิงและเด็กๆ ได้หรือไม่?

ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี กล่าวเสริมว่า “ผู้บงการในการสังหารชาวมุสลิมและการขับไล่พวกเขาและผู้สนับสนุนต่อพวกเหล่านี้ ต่างเป็นผู้กดขี่ทั้งสิ้น และตามอัลกุรอานอย่างชัดเจน หากมีผู้ใดก็ตามเข้ามาแสดงความเป็นมิตรกับพวกเขา เขาก็เป็นผู้กดขี่และตกอยู่ภายใต้การสาปแช่งของพระผู้เป็นเจ้าด้วยเช่นกัน”

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า การให้ความสนใจถึงสถานการณ์ปัจจุบันของโลกอิสลาม วิสัยทัศน์แห่งอิบรอฮีมในพิธีฮัจญ์ หมายถึง การประกาศตัดขาดความสัมพันธ์อย่างเปิดเผยในการเผชิญหน้ากับเหล่าศัตรู เป็นสิ่งที่จำเป็นมากกว่าอดีตที่ผ่านมา โดยท่านกล่าวว่า “บนพื้นฐานนี้ บรรดาผู้แสวงบุญชาวอิหร่านและไม่ใช่ชาวอิหร่าน ควรที่จะสามารถถ่ายทอดตรรกะของอัลกุรอาน ในการสนับสนุนประชาชาติปาเลสไตน์ไปทั่วทั้งโลกอิสลาม”

ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี กล่าวเสริมว่า “แน่นอนว่า สาธารณรัฐอิสลามนั้นไม่รอคอยและจะไม่รอผู้อื่นใด แต่ทว่า หากมืออันแข็งแกร่งของประชาชาติอิสลามและรัฐบาลต่างๆ เข้ามาช่วยเหลือและให้การสนับสนุน สภาพอันน่าสมเพชเวทนาของประชาชาติปาเลสไตน์ ก็จะไม่ถูกดำเนินต่อไป”

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ยังกล่าวขอบคุณต่อการบริการและกิจกรรมของคณะผู้แทนและองค์กรฮัจญ์และผู้ให้บริการอื่น ๆ ในการจัดการประกอบพิธีฮัจญ์ โดยท่านเน้นย้ำกับพวกเขาว่า “เพื่อความสะดวกสบายของบรรดาผู้แสวงบุญชาวอิหร่าน และเพื่อให้การประกอบพิธีฮัจญ์ได้อย่างราบรื่นและเป็นที่ยอมรับ พวกท่านจะต้องมีการวางรูปแบบแผนในลักษณะที่ช่องว่างระหว่างสถานการณ์ปัจจุบันและสภาวะที่ต้องการนั้นถูกขจัดหมดไป”

ในช่วงเริ่มต้นของการพบปะกันครั้งนี้ ฮุจญตุลอิสลามวัลมุสลิมีน ซัยยิดอับดุลฟัตตาฮ์ เนาวาบ ตัวแทนของผู้นำสูงสุดในกิจการฮัจญ์และการซิยารัต และอะมีรุลฮัจญ์ของอิหร่าน กล่าวว่า “คำขวัญของพิธีฮัจญ์ในปีนี้ คือ “ฮัจญ์ อัลกุรอานเป็นศูนย์กลาง ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และอำนาจของประชาชาติอิสลาม และการปกป้องปาเลสไตน์ที่ถูกกดขี่” โดยผู้แทนผู้นำสูงสุดยังกล่าวว่า “ฮัจญ์แห่งอิบรอฮีม ถือเป็นเวทีสำหรับการอบรมสั่งสอนในการขัดเกลาตนเอง รวมถึงการต่อสู้กับเหล่าทรราชจากภายนอก และการปกป้องบรรดาผู้ถูกกดขี่”

นายซัยยิดอับบาส ฮุซัยนี ผู้อำนวยการองค์กรฮัจญ์และการซิยารัต ยังได้ชี้ให้เห็นว่า บรรดาผู้แสวงบุญชาวอิหร่านจำนวน 87,550 คน จะเดินทางเพื่อประกอบพิธีฮัจญ์ในปีนี้ และเขายังกล่าวถึงโครงการและกิจกรรมขององค์กรนี้ในด้านการเพิ่มคุณภาพการบริการด้านสุขภาพ สถานที่พักอาศัย โภชนาการและการคมนาคม รวมถึงการทำอุมเราะฮ์มุดรอดะฮ์ หลังจากที่มีการระงับถึง 9 ปี และความเป็นไปได้ที่จะได้รับประโยชน์ของบรรดาผู้แสวงบุญ ณ บัยตุลลอฮ์

700 /