ครอบครัวชะฮีดสงคราม 12 วัน (บรรดาชะฮีดแห่งศักดิ์ศรี) เข้าพบท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม เนื่องในวโรกาสวันประสูติอันเป็นมงคลของผู้นำแห่งศรัทธาชน ท่านอะมีรุลมุอ์มินีน อะลี บิน อะบีฏอลิบ (อ.) และวาระครบรอบ 6 ปีแห่งการเป็นชะฮีดของนายพลกอเซ็ม สุไลมานี โดยท่านผู้นำถือว่า ความยุติธรรมและความยำเกรง (ตักวา) ของท่านอะมีรุลมุอ์มินีน คือ สองจุดสูงสุดที่ประเทศมีความต้องการ และเป็นคุณลักษณะที่จำเป็นที่สุดสำหรับการบริหารสังคม พร้อมทั้งท่านยังได้เน้นย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นในการมีความเฉลียวฉลาดและการเสริมสร้างเอกภาพแห่งชาติในการเผชิญหน้ากับสงครามทางจิตวิทยาของศัตรู โดยท่านกล่าวว่า “สงครามนี้อยู่บนพื้นฐานของการหลอกลวง คำโกหก การใส่ร้าย และข่าวลือ เป็นสงครามรูปแบบเดียวกับที่เหล่าศัตรูได้ใช้ในระบอบการปกครองของท่านอิมามอะลี (อ.) หลังจากที่ได้รับความพ่ายแพ้ทางทหารต่อท่านอิมาม (อ.) เพื่อขัดขวางการบรรลุสู่เป้าหมายของท่าน”
ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ถือว่า วันประสูติของท่านอะมีรุลมุอ์มินีน เป็นวันที่พิเศษยิ่งในประวัติศาสตร์ ทั้งในแง่สถานที่ประสูติ คือ บัยตุลลอฮ์ (บ้านของพระผู้เป็นเจ้า) และในแง่ของผู้ประสูติเอง โดยท่านผู้นำกล่าวเสริมว่า “ท่ามกลางคุณลักษณะต่างๆอันเป็นเอกลักษณ์ของท่านอิมาม ในวันนี้ สังคมของเรานั้นมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่สุดต่อคุณลักษณะทั้งสองประการ กล่าวคือ ความยุติธรรม และความยำเกรง ทั้งนี้ เราจะต้องยึดถือท่านผู้นำแห่งผู้ยำเกรงทั้งหลายมาเป็นแบบอย่าง เพื่อมุ่งสู่สองจุดสูงสุดนี้ แน่นอนว่าในเส้นทางดังกล่าวได้มีความก้าวหน้าแล้วบ้างก็ตาม แต่ก็ยังห่างไกลจากจุดหมายที่ควรจะไปถึง”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลามได้อธิบายถึงวิธีการอันหลากหลายที่ท่านอิมามอะลี (อ.) ใช้ในการสถาปนาความยุติธรรม โดยท่านกล่าวเสริมว่า “บางครั้ง ท่านอิมามได้ใช้ความเมตตา การรับใช้ต่อผู้ยากไร้และครอบครัวที่ไร้ผู้อุปถัมภ์ บางครั้ง ท่านอิมามได้ใช้ดาบซุลฟิกอร และความพิโรธของพระผู้เป็นเจ้า และในบางครั้ง ท่านอิมามได้ใช้วาจาอันคมคาย วิทยปัญญา และการอธิบายชี้แจง”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า ท่านอะมีรุลมุอ์มินีน เป็นต้นแบบของการญิฮาดแห่งการอธิบายความจริง โดยท่านกล่าวเสริมว่า “คำบัญชาแห่งระบอบการปกครองของท่านอิมามถึงมาลิก อัชตัร ซึ่งเต็มไปด้วยแนวคิดที่นำไปสู่การทำให้ความยุติธรรมนั้นเกิดขึ้นจริง”
ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ได้กล่าวถึงวิธีการของท่านอิมามอะลี (อ.) ในประเด็นตักวา โดยท่านผู้นำกล่าวเสริมว่า “บางครั้ง ท่านอิมามได้สำแดงถึงความยำเกรงโดยผ่านการกระทำอะมั้ลอิบาดะฮ์ การนมาซ และการวิงวอนต่อพระผู้เป็นเจ้า จนกระทั่งบรรดาเทวทูตแห่งฟากฟ้าต้องพิศวงและอิจฉา บางครั้งท่านได้แสดงออกโดยผ่านความอดทน ความสงบนิ่ง และการสละสิทธิ์ของตนเอง เพื่อรักษาเอกภาพของมุสลิม และการป้องกันความแตกแยก และบางครั้งก็แสดงออกด้วยการยืนหยัดในการเผชิญหน้าในสถานการณ์ที่ยากลำบาก เช่น คืนลัยละตุลมะบีต และในสมรภูมิต่างๆ ร่วมกับท่านศาสดา (ศ็อลฯ)”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ยังได้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นที่ประชาชนทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาผู้เจ้าหน้าที่ จะต้องปฏิบัติตามแนวทางแห่งตักวาของท่านอะมีรุลมุอ์มินีน โดยท่านกล่าวเสริมว่า “ความยุติธรรมแบบอะลาวี คือ ความจำเป็นที่เร่งด่วนและจริงจังที่สุดของประเทศ และในวันนี้ มีความแตกต่างจากชีอะฮ์ตลอดช่วงประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เราไม่มีข้ออ้างใดๆ ในการไม่ติดตามหรือไม่บังคับใช้ความยุติธรรม เพราะว่า วันนี้เรานั้นมีรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐอิสลามและระบอบรัฐปกครองแบบอะลาวี”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ได้กล่าวถึงอุปสรรคในการบรรลุความยุติธรรมและตักวาว่า “บางครั้งหมายถึงความหวาดกลัว บางครั้งหมายถึงความลังเล การเกรงใจมิตรสหาย หรือการคำนึงถึงศัตรู แต่เรานั้นจำเป็นที่จะต้องก้าวไปสู่การขยายความยุติธรรมและตักวา โดยไม่คำนึงถึงข้อพิจารณาที่ไม่เหมาะสม”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ยังได้ชี้ให้เห็นถึงประเด็นที่สำคัญในชีวิตของท่านอะมีรุลมุอ์มินีนโดยท่านกล่าวว่า “จะต้องสังเกตว่า ท่านอิมามนั้น เป็นผู้มีชัยชนะในทุกการเผชิญหน้าทางทหาร ทั้งในยุคสมัยท่านศาสดาและในช่วงการปกครองของตนเอง แต่กลวิธีต่างๆ ของศัตรูที่พ่ายแพ้ ซึ่งมุ่งหลอกลวงและทำให้ประชาชนพบกับความอ่อนแอ ได้ขัดขวางการบรรลุสู่เป้าหมายของท่านในหลายกรณีด้วยกัน
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า การกุข่าวลือ การใช้คำโกหก การหลอกลวง และการแทรกซึม ซึ่งในภาษาปัจจุบันเรียกว่า สงครามทางจิตวิทยา คือ กลยุทธ์ของเหล่าศัตรูที่มีต่อท่านอะมีรุลมุอ์มินีน เพื่อทำให้ประชาชนหมดกำลังใจและเกิดความลังเลในสังคมของยุคสมัยนั้นโดยท่านกล่าวว่า “เมื่อประชาชนมีความอ่อนแอ การบรรลุสู่เป้าหมายย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะว่า ตามแบบจริยวัตรแห่งพระผู้เป็นเจ้า การงานต่างๆ จะสำเร็จได้ก็ด้วยมือของประชาชนเอง”
ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ถือว่า เป้าหมายของศัตรูในสงครามจิตวิทยา คือ การทำให้ประชาชนต้องสิ้นหวัง หมดแรงจูงใจ และสร้างความสงสัยในหมู่ประชาชาติ โดยท่านผู้นำกล่าวว่า “เช่นเดียวกับยุคสมัยของท่านอะมีรุลมุอ์มินีน ที่มีการปล่อยข่าวลือและคำโกหกเพื่อทำให้ประชาชนมองในแง่ร้าย ในวันนี้ก็กระทำแบบเดียวกัน แต่ทว่า ประชาชาติอิหร่านได้พิสูจน์แล้วว่า ในสนามที่ยากลำบากและสถานที่ใดก็ตามที่ต้องการในการเข้าร่วมและความช่วยเหลือ พวกเขาจะยืนหยัดอย่างมั่นคงและทำให้ศัตรูต้องสิ้นหวัง”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า การมีแรงจูงใจอันแข็งแกร่งของประชาชาติอิหร่าน เป็นปัจจัยที่ทำให้เหล่าผู้ประสงค์ร้ายต้องหวาดหวั่น โดยท่านกล่าวว่า “หนึ่งในเครื่องมือของศัตรู รวมถึงบุคคลบางกลุ่มที่ไม่หวังดีหรือหลงผิด ในสมรภูมิของสงครามทางจิตวิทยา คือ การปฏิเสธศักยภาพและขีดความสามารถของประชาชาติอิหร่าน เพราะว่า การเพิกเฉยต่อศักยภาพของชาติ จะนำไปสู่การดูหมิ่นตนเองและการยอมจำนนต่อศัตรู”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า การส่งดาวเทียม 3 ดวงขึ้นสู่อวกาศภายในวันเดียว และความก้าวหน้าอันน่าทึ่งในสาขาวิทยาศาสตร์ต่างๆ เช่น อวกาศ ชีวเทคโนโลยี การแพทย์ การรักษาพยาบาล นาโนเทคโนโลยี และอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศและขีปนาวุธ เป็นตัวอย่างของผลงานอันยิ่งใหญ่ของประชาชาติและบรรดาเยาวชน ผู้มีความสามารถของอิหร่าน โดยท่านกล่าวว่า “ศัตรู และช่างน่าเสียใจที่บางคนในประเทศ กลับปกปิดความก้าวหน้าอันยิ่งใหญ่เหล่านี้ ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางมาตรการคว่ำบาตร และไม่สื่อสารให้ประชาชนได้รับรู้”
ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี กล่าวเสริมว่า “ปัจจัยที่ทำให้ศัตรูต้องร้องขอให้ยุติสงคราม และหลังจากนั้นได้ส่งสัญญาณว่าไม่ต้องการทำสงครามกับเรา คือ พลังอำนาจและศักยภาพของประชาชาติอิหร่าน แน่นอนว่า เราไม่เชื่อถือคำพูดของศัตรู ผู้ชั่วร้าย หลอกลวง และโกหก เป็นอันขาด”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ยังได้ชี้ให้เห็นถึงอายุเฉลี่ย 26 ปีของบรรดานักวิทยาศาสตร์ที่มีส่วนร่วมในการส่งดาวเทียมครั้งล่าสุด ถือเป็นอีกตัวอย่างของทรัพยากรมนุษย์อันมหาศาลของประชาชาติอิหร่าน โดยท่านกล่าวว่า “ในขณะเดียวกัน นักการเมืองอเมริกาผู้นั้นกลับพูดวาจาดูหมิ่นบ้าง หลอกลวงและให้คำมั่นสัญญาบ้างเกี่ยวกับประชาชาติอิหร่าน แต่ช่างโชคดีที่ในวันนี้ ประชาชาติอิหร่าน และแม้แต่คนทั้งโลก ได้รู้จักอเมริกาอย่างแท้จริงแล้ว และหน้ากากแห่งความเสื่อมเสียของมันได้ถูกเปิดเผยต่อสายตาชาวโลก”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า การรู้จักศัตรูอย่างแท้จริง คือ ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ โดยท่านกล่าวเสริมว่า “ประชาชนได้เห็นถึงความจริงของอเมริกาด้วยตนเองในสงคราม 12 วัน แม้แต่ผู้ที่เคยคิดว่า การเจรจากับอเมริกาคือทางออกของปัญหาต่างๆของประเทศ ก็ได้เข้าใจว่า ระหว่างการเจรจา รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเตรียมแผนการก่อสงครามอยู่”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า การมีความระมัดระวังต่อสงครามทางจิตวิทยา การสร้างข้อสงสัย และข่าวลือของศัตรู เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง พร้อมท่านยังได้ชี้ให้เห็นถึงงบประมาณนับพันล้านดอลลาร์ที่ถูกใช้เพื่อการเผยแพร่คำโกหกในอิหร่านโดยผ่านเครือข่ายโทรทัศน์และศูนย์การสื่อสารต่าง ๆ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อทำให้ประเทศต้องพบกับความอ่อนแอ และทำลายเอกภาพอันน่าอัศจรรย์ของประชาชาติในสงคราม 12 วัน ด้วยเหตุนี้เอง ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ การตระหนักถึงความปฏิปักษ์ของศัตรู และการเสริมสร้างความเป็นเอกภาพภายใน ตามถ้อยคำแห่งอัลกุรอานที่ว่าความแข็งกร้าวต่อเหล่าผู้ปฏิเสธ และความเมตตาต่อกันและกัน”
ในอีกส่วนหนึ่งของคำปราศรัย ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลามได้กล่าวถึงการรวมตัวของพ่อค้าในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยท่านได้ตั้งข้อสังเกตว่า “ตลาดและพ่อค้า เป็นหนึ่งในกลุ่มชนที่จงรักภักดีมากที่สุดต่อรัฐอิสลามและการปฏิวัติอิสลาม และเรานั้นรู้จักพวกเขาเป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้เอง ไม่สามารถใช้ชื่อของตลาดหรือพ่อค้าเพื่อต่อต้านสาธารณรัฐอิสลามได้”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า การประท้วงของพ่อค้าต่อการลดค่าของสกุลเงินตราแห่งชาติ ซึ่งส่งผลให้สภาพแวดล้อมทางธุรกิจไร้เสถียรภาพ เป็นข้อเรียกร้องที่ถูกต้อง โดยท่านกล่าวเสริมว่า “พ่อค้าย่อมพูดความจริงว่า ภายใต้สภาพเช่นนี้ไม่สามารถทำการค้าได้ และบรรดาเจ้าหน้าที่ของประเทศ รวมถึงประธานาธิบดีและเจ้าหน้าที่ระดับสูง ต่างก็ยอมรับถึงปัญหานี้และกำลังหาทางแก้ไข”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม กล่าวเสริมว่า “แน่นอนว่า ในปัญหานี้เอง มือของศัตรูก็มีส่วนเกี่ยวข้อง และความผันผวน รวมถึงการเพิ่มขึ้นอย่างไร้เหตุผลของอัตราเงินตราต่างประเทศ ซึ่งทำให้พ่อค้าเกิดความสับสน ไม่ใช่เรื่องปกติ และจะต้องมีมาตรการหลากหลายเพื่อควบคุม ซึ่งเจ้าหน้าที่ทั้งหลายกำลังดำเนินการอยู่”
ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ยังได้เน้นย้ำให้เห็นว่า การประท้วงของพ่อค้าในประเด็นนี้ เป็นเรื่องที่ถูกต้อง โดยท่านกล่าวว่า “แต่สิ่งที่ยอมรับไม่ได้ คือ การที่กลุ่มบุคคลซึ่งถูกยุยงหรือเป็นทาสรับใช้ของศัตรูต่างยืนอยู่เบื้องหลังพ่อค้า และตะโกนคำขวัญต่อต้านอิสลาม ต่อต้านอิหร่าน และต่อต้านสาธารณรัฐอิสลาม”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ยังได้เน้นย้ำอีกว่า การประท้วงเป็นสิ่งที่ชอบธรรม แต่การประท้วงไม่ใช่การก่อความวุ่นวาย โดยท่านกล่าวว่า “บรรดาเจ้าหน้าที่จะต้องพูดคุยกับผู้ประท้วง แต่การพูดคุยกับผู้ก่อจลาจลนั้นไม่มีประโยชน์ และจำเป็นที่จะต้องจัดการให้เหมาะสม”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม กล่าวเสริมว่า “การที่บุคคลบางกลุ่ม ภายใต้ชื่อและข้ออ้างต่างๆ มีเจตนาทำลายและสร้างความไม่มั่นคงให้ประเทศ โดยอาศัยการประท้วงของพ่อค้าผู้ศรัทธา สุจริต และนักการปฏิวัติอิสลาม เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้อย่างสิ้นเชิง”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า การฉวยโอกาส เป็นพฤติกรรมประจำของศัตรู พร้อมทั้งท่านได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของบรรดาเจ้าหน้าที่ในการเข้าภาคสนาม โดยท่านกล่าวว่า “สิ่งสำคัญคือ ความพร้อมของประชาชาติทั้งมวล และการเสริมสร้างปัจจัยต่างๆ เช่น ความศรัทธา ความบริสุทธิ์ และการปฏิบัติ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองที่ทำให้สุไลมานีกลายเป็นสุไลมานี
ท่านผู้นำสูงสุดเน้นย้ำว่า “เราจะต้องไม่เพิกเฉยต่อสงครามทางจิตวิทยาและข่าวลือของศัตรู อีกทั้งจะต้องยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งในการเผชิญหน้ากับการบีบบังคับอย่างอหังการของศัตรู ต่อเจ้าหน้าที่ทั้งหลาย รัฐบาล และประชาชาติ”
ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ได้เน้นย้ำอีกว่า “เราจะไม่ถอยให้ศัตรู และด้วยการพึ่งพายังพระผู้เป็นเจ้า และความมั่นใจในความร่วมมือของประชาชน เราจะทำให้ศัตรูต้องยอมจำนน”
ในอีกส่วนหนึ่งของคำปราศรัย ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลามได้กล่าวถึงการที่วันครบรอบการเป็นชะฮีดของวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ฮัจญ์กอเซ็ม สุไลมานี ซึ่งตรงกับวันที่ 13 รอญับ โดยท่านกล่าวว่า คุณลักษณะทั้งสามประการ กล่าวคือ ความศรัทธา ความบริสุทธิ์ใจ และการปฏิบัติ เป็นลักษณะอันพิเศษของชะฮีด ผู้เป็นที่เคารพรักท่านนี้ ซึ่งถือเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ในยุคสมัยของเรา”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า การมีความศรัทธาอันลึกซึ้งต่อพระผู้เป็นเจ้า ความเชื่อมั่นในความช่วยเหลือจากพระองค์ และศรัทธาต่อเป้าหมาย คือ คุณลักษณะที่โดดเด่นของนายพลแห่งหัวใจทั้งหลาย พร้อมทั้งท่านกล่าวเสริมว่า “ฮัจญ์กอเซ็ม เป็นบุรุษแห่งความบริสุทธิ์ใจต่อพระผู้เป็นเจ้า และเขาไม่เคยกระทำสิ่งใดเพื่อชื่อเสียงหรือคำยกย่องจากผู้อื่นเลย”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ยังกล่าวเทิดเกียรติต่อการปรากฏตัวของสุไลมานีในทุกสมรภูมิที่จำเป็น โดยท่านกล่าวว่า “เขามีความแตกต่างจากบางคนที่เข้าใจดี พูดเก่ง แต่ไม่ลงมือทำ เขาอยู่ในทุกสมรภูมิที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการปกป้องและการชี้นำขบวนการปฏิวัติ การเผชิญกับความไม่สงบในจังหวัดเคอร์มาน การปฏิบัติหน้าที่ในกองกำลังกุดส์ การปกป้องสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ การต่อสู้กับกลุ่มไอซิส และเวทีอื่นๆ”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ยังได้ชี้ให้เห็นถึงอิทธิพลอันชัดเจน และบางครั้งก็ไม่เสมอเหมือนผู้ใดของนายพลสุไลมานี ที่มีต่อประเด็นการเมืองที่สำคัญและอ่อนไหวที่สุดของภูมิภาค พร้อมทั้งท่านกล่าวเสริมว่า “ฮัจญ์กอเซ็ม ได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการฝึกฝนและหล่อหลอมสหายและกำลังพลของตน และด้วยคุณลักษณะเหล่านี้เอง ทำให้สุสานของเขามีความศักดิ์สิทธิ์และได้รับความเคารพมากยิ่งขึ้นในทุกปี และประชาชนจำนวนมหาศาลจากทั่วประเทศ รวมถึงจากต่างประเทศก็เดินทางไปเยี่ยมเยียนสุสานของเขา”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ยังได้กล่าวถึงการเข้าร่วมของครอบครัวชะฮีดทั้งหลายจากสงคราม 12 วันในการพบปะกันครั้งนี้ โดยท่านกล่าวว่า “การพบปะครั้งนี้ถูกจัดขึ้นเพื่อยกย่อง เชิดชู และให้เกียรติแก่บรรดาชะฮีดแห่งการป้องกันประเทศในสงคราม 12 วัน และครอบครัวของพวกเขา ไม่ว่า จะเป็นผู้บัญชาการ ผู้กระหายญิฮาดและการเป็นชะฮีด นักวิทยาศาสตร์ผู้เปี่ยมความสามารถ หรือบรรดาชะฮีดท่านอื่นๆ”
ท่านผู้นำสูงสุดได้เน้นย้ำว่า “ชื่อของชะฮีดทุกท่านเหล่านี้ จะคงอยู่ในประวัติศาสตร์ และเราจำเป็นที่จะต้องใช้ประโยชน์จากเกียรติของชื่อต่างๆอันจำเริญเหล่านี้”
