สำนักผู้นำสูงสุดซัยยิด อาลี คาเมเนอี

ประชาชนชาวเมืองกุมหลายพันคน เข้าพบท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม

“สาธารณรัฐอิสลามจะไม่ยอมอ่อนข้อ ให้กับเหล่าผู้ที่รับใช้พวกต่างชาติเป็นอันขาด”

ประชาชนชาวเมืองกุมหลายพันคน ได้เข้าพบท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม อยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี เนื่องในโอกาสครบรอบปีแห่งการลุกขึ้นต่อสู้ครั้งประวัติศาสตร์และชัยชนะของประชาชนชาวเมืองกุม เมื่อวันที่ 19 เดย์ ปี 1356 (ตามปฏิทินอิหร่าน) โดยท่านผู้นำถือว่า ความผิดพลาดในการคำนวณของระบอบชั่วร้ายแห่งราชวงศ์ปาห์ลาวี และผู้สนับสนุนหลักของพวกเหล่านี้ คือ สหรัฐอเมริกา เป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความพ่ายแพ้ของพวกเหล่านี้ต่อหน้าประชาชาติอิหร่าน  และท่านได้เน้นย้ำว่า “ในวันนี้ เช่นกัน ประชาชาติอิหร่าน ซึ่งด้วยเกียรติยศของสาธารณรัฐอิสลาม มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้นกว่าวันนั้น ทั้งในด้านพลังเชิงอุดมการณ์ จิตวิญญาณ และอุปกรณ์ทางกายภาพ จะได้รับชัยชนะเหนืออเมริกา ผู้โอหังที่ยังคงคำนวณผิดพลาด และรัฐอิสลามอันทรงพลัง ซึ่งก่อตั้งขึ้นด้วยเลือดของบรรดาชะฮีด ผู้มีเกียรติหลายแสนคน จะไม่ยอมอ่อนข้อให้กับเหล่าผู้ที่ไร้ความคิดและผู้ก่อความวุ่นวายในการลงมือทำลายล้าง”

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ยังได้ชี้ให้เห็นถึงเหตุการณ์การทำลายล้างบางประการในประเทศ โดยท่านกล่าวว่า “มีบางคนที่งานของพวกเขา คือ การทำลายล้าง เช่นเดียวกับเมื่อคืนที่ผ่านมาในกรุงเตหะรานและบางพื้นที่อื่นๆ ที่กลุ่มผู้ก่อความเสียหายกลุ่มหนึ่งเข้ามาทำลายอาคารที่เป็นสมบัติของประเทศของตนเอง เพียงเพื่อให้ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกามีความพอใจ”

ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี กล่าวเสริมว่า “เขาเองก็ดีใจไปด้วย แต่ถ้าสามารถกระทำได้ ก็ควรไปจัดการประเทศของตนเองที่กำลังเผชิญกับปัญหาต่างๆเสียก่อน เขาในสงคราม 12 วัน ได้ทำให้มือของตนเปื้อนเลือดของชาวอิหร่านมากกว่าหนึ่งพันคน และยังยอมรับด้วยตนเองว่า ผมเป็นคนสั่งการโจมตีและเป็นผู้บัญชาการในสงครามนี้ จากนั้น บุคคลเดียวกันนี้ กลับพูดว่าตนสนับสนุนประชาชนอิหร่าน และคนที่สะเพร่า ไร้ความคิดก็เชื่อคำพูดนั้น แล้วไปเผาถังขยะ ทำลายข้าวของตามความต้องการของเขา”

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลามได้เน้นย้ำว่า “สาธารณรัฐอิสลามถืซึ่งอกำเนิดขึ้นด้วยเลือดของมนุษย์ ผู้มีเกียรติหลายแสนคน และจะไม่ยอมอ่อนข้อให้กับผู้ก่อการทำลายล้างเป็นอันขาด พร้อมทั้งท่านกล่าวว่า “สาธารณรัฐอิสลามจะไม่ยอมรับการเป็นสมุนรับใช้ของพวกต่างชาติ และประชาชาติอิหร่าน ถือว่า ผู้ที่เป็นสมุนรับใช้ต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม เขาคือผู้ถูกปฏิเสธ”

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ได้กล่าวถึงประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาว่า “ชายคนนั้นที่พูดถึงกันทั้งโลกด้วยความหยิ่งยโสและอวดดี ควรรู้ไว้ว่า โดยทั่วไปแล้ว บรรดาทรราชและผู้โอหังในโลก เช่น นิมรูด ฟาโรห์ เรซา ข่าน และโมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ล้วนถูกโค่นล้มในยามที่พวกเหล่านี้อยู่ในจุดสูงสุดของความหยิ่งผยอง และเขาเองก็จะต้องถูกโค่นล้มด้วยเช่นกัน”

ในช่วงต้นของการปราศรัย ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ถือว่า การลุกขึ้นต่อสู้เมื่อวันที่ 19 เดย์ ของประชาชนชาวเมืองกุม เป็นอีกหน้าหนึ่งที่ไม่อาจแยกออกจากหนังสือประวัติศาสตร์อันทรงเกียรติของอิหร่าน โดยท่านผู้นำกล่าวว่า “เหตุการณ์สำคัญและชี้ขาดนั้น ได้เปลี่ยนองค์ความรู้ที่สั่งสมของขบวนการเคลื่อนไหวอิสลาม ซึ่งด้วยเกียรติจากถ้อยแถลงของท่านอิมามโคมัยนี ผู้ทรงวิทยปัญญาและความพยายามของบรรดานักคิด ตั้งแต่การเริ่มต้นขบวนการอิสลามในวันที่ 15 โครดาด ปี 42 ให้กลายเป็นพลังทางสังคม และดั่งสายฟ้าฟาด ได้จุดชนวนความโกรธแค้นและความเกลียดชังของประชาชนต่อระบอบเผด็จการและอเมริกาของปาห์ลาวี และด้วยการก่อรูปของการลุกขึ้นต่อสู้อย่างต่อเนื่อง จึงนำไปสู่การล่มสลายและความพินาศของระบอบที่ชั่วร้ายนั้น”

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า ระบอบการปกครองของปาห์ลาวี เป็นระบอบที่เลวร้ายที่สุดในยุคร่วมสมัย โดยท่านกล่าวเสริมว่า “เมื่อระบอบที่ชั่วร้ายและอ่อนแอนั้นถูกทำลายลง ตามที่ท่านอิมามโคมัยนีได้ให้สัญญาไว้ รัฐบาลของประชาชนก็ได้ขึ้นมามีอำนาจ และแทนที่ระบอบที่พึ่งพา อเมริกา ไซออนิสต์ และเหล่าอันธพาลแห่งการเมืองโลก  ด้วยการจัดตั้งรัฐบาลที่เป็นอิสระในอิหร่านอันเป็นที่เคารพรัก”

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติ ถือว่า ความผิดพลาดด้านนโยบายและการคำนวณของระบอบปาห์ลาวีและสหรัฐอเมริกา เป็นปัจจัยที่นำไปสู่เหตุการณ์อันทรงพลังของการลุกขึ้นต่อสู้ในเมืองกุม โดยท่านกล่าวว่า “สิบวันก่อนการลุกขึ้นต่อสู้ของประชาชนผู้มีเกียรติและนักการปฏิวัติอิสลามชาวเมืองกุม ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาได้เรียกอิหร่านในยุคปาห์ลาวีว่า เป็นเกาะแห่งเสถียรภาพ และชื่นชมระบอบที่พึ่งพาพวกต่างชาติ อีกทั้งแสดงให้เห็นว่า เขานั้นไม่รู้จักประชาชาติอิหร่าน”

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ได้อธิบายถึงข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์ และท่านยังชี้ให้เห็นถึงความต่อเนื่องของความผิดพลาดเชิงลึกในการคำนวณของสหรัฐอเมริกาที่ต่อประชาชาติอิหร่านและสาธารณรัฐอิสลาม โดยท่านกล่าวว่า “ความผิดพลาดเหล่านี้เองที่นำอเมริกาไปสู่ความพ่ายแพ้ในวันนั้น และในวันนี้ก็จะไม่ก่อให้เกิดสิ่งใด นอกจากความพ่ายแพ้อีกด้วยเช่นกัน”

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลามได้อธิบายถึงบทเรียนและสาเหตุแห่งชัยชนะของการลุกขึ้นต่อสู้ของชาวเมืองกุมและประชาชาติอิหร่านในการโค่นล้มระบอบปาห์ลาวี โดยท่านกล่าวว่า “ในวันนั้น ประชาชาติอิหร่านไม่มีอาวุธหนักอย่างปืนใหญ่หรือรถถัง แต่มีอาวุธเชิงอุดมการณ์ ซึ่งเป็นตัวชี้ขาดในทุกสนามรบ”

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า ความศรัทธาต่ออิสลาม เกียรติ และศักดิ์ศรีทางศาสนา ความรับผิดชอบในหน้าที่ และความรักต่ออิหร่าน เป็นองค์ประกอบของพลังเชิงอุดมการณ์ของประชาชาติอิหร่านในการเผชิญหน้ากับระบอบหุ่นเชิดปาห์ลาวี โดยท่านกล่าวเสริมว่า “ประชาชาติได้เห็นว่า พวกอเมริกา เหล่าสมุนรับใช้และผู้ที่เกี่ยวข้องกับรัฐเถื่อนไซออนิสต์กำลังจะปกครองประเทศของตน และความจริงนี้ที่ทำให้พวกเขามีความโกรธ เคียดแค้นและรังเกียจพวกเหล่านั้น”

 ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ได้อธิบายถึงผลลัพท์ของการลุกขึ้นต่อสู้ของประชาชาติในการเผชิญหน้ากับเหล่าผู้กดขี่ชาวอเมริกา โดยท่านเน้นย้ำว่า “วันนี้ ประชาชาติอิหร่าน ผู้ภาคภูมิใจ มีความเข้มแข็ง เป็นเอกภาพ และพร้อมยิ่งกว่ายุคนั้นทั้งในด้านจิตวิญญาณ และในด้านพลังทางกายภาพก็ไม่อาจนำมาเปรียบเทียบกับอดีตได้”

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า ผู้ที่ไม่พอใจต่อการหยิบยกประเด็นการเผชิญหน้าระหว่างประชาชาติอิหร่านกับสหรัฐอเมริกา เป็นผู้ที่เพิกเฉย โดยท่านกล่าวว่า “คนเหล่านี้ไม่ใส่ใจต่อความจริงที่ว่าอเมริกาและเหล่าพวกพ้องได้เป็นฝ่ายเริ่มต้นและดำเนินการต่อสู้กับประชาชาติอิหร่านมาโดยตลอด เพราะว่า สาธารณรัฐอิสลามนั้นได้ให้การสนับสนุนต่อประชาชาติ ดึงเอาความมั่งคั่งมหาศาลและทรัพยากรอันยิ่งใหญ่ของประเทศออกมาจากการครอบครองของพวกเหล่านั้น และประเด็นนี้เองที่ทำให้อเมริกาไม่พอใจและรู้สึกรังเกียจต่อประชาชาติอิหร่านเช่นนี้”

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ได้ยกเหตุการณ์ในอเมริกาลาติน มาเป็นตัวอย่างของความพยายามของอเมริกาในการยื่นมือเข้าไปแย่งชิงทรัพยากรของชนชาติทั้งหลาย โดยท่านกล่าวว่า “พวกเหล่านี้ได้ปิดล้อมประเทศหนึ่ง แล้วก็พูดอย่างไม่ละอายว่า ที่ปฏิบัติเช่นนี้ก็เพราะน้ำมัน ทั้งที่ก่อนการปฏิวัติอิสลาม น้ำมันและทรัพยากรของอิหร่านตกอยู่ในมือของเหล่ามหาอำนาจ จอมอหังการ รัฐเถื่อนไซออนิสต์ และตัวแทนของพวกเหล่านี้”

ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ได้กล่าวถึงความเป็นปฏิปักษ์อย่างต่อเนื่องของพวกอเมริกาที่มีต่อสาธารณรัฐอิสลาม โดยท่านผู้นำกล่าวเสริมว่า ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระผู้เป็นเจ้า รัฐอิสลามได้ทวีความเข้มแข็งมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และแผนการร้ายต่างๆ ของฝ่ายตรงข้ามที่มุ่งทำลายรัฐฯได้ประสบความล้มเหลว จนในปัจจุบันนี้ ตรงกันข้ามกับความต้องการของพวกเหล่านี้ ขณะที่สาธารณรัฐอิสลามได้ดำรงอยู่ในฐานะรัฐฯที่มีความเข้มแข็ง สง่างาม มีเกียรติ และศักดิ์ศรีในเวทีโลก”

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า สาเหตุของความล้มเหลวของศัตรู ทั้งที่ได้ใช้การโจมตีและการสมคบคิดหลากหลายรูปแบบ ทั้งทางทหาร ความมั่นคง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม รวมถึงการจ้างสมุนรับใช้นั้น เนื่องจากการปกครองของสาธารณรัฐอิสลาม โดยท่านกล่าวว่า “หากรัฐบาลที่เป็นเสรีประชาธิปไตย ระบอบกษัตริย์ หรือรัฐบาลที่พึ่งพาอำนาจภายนอกขึ้นมาปกครองอิหร่าน ก็จะไม่สามารถต้านทานแรงกดดันเหล่านี้ได้ แต่รัฐอิสลามที่มีประชาชนเป็นฐานนี้ได้ทำให้อิหร่านบรรลุสู่ความก้าวหน้าอย่างยิ่งใหญ่ในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นโยบายระหว่างประเทศ และอีกหลายด้านอื่นๆ”

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ได้ปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงต่อคำกล่าวอ้างว่า อิหร่านถูกโดดเดี่ยว โดยท่านกล่าวเสริมว่า “ข้อกล่าวอ้างต่างๆเหล่านี้ต่างเริ่มต้นมาจากพวกต่างชาติ และมีบางคนภายในประเทศปฏิบัติตามนั้น แท้จริงแล้วคือ การหลอกตัวเอง เพราะว่า อิหร่านในวันนี้ได้ถูกนำเสนอในเวทีโลกในฐานะประเทศที่เป็นอิสระ มีความกล้าหาญ และมีอนาคต”

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า แหล่งกำเนิดของกิจกรรมและความก้าวหน้ามากมายของประเทศ ล้วนเป็นผลงานของบรรดาเยาวชน โดยท่านกล่าวว่า “แน่นอนว่า บรรดาเยาวชนและประชาชนทั่วไป จะไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกันทั้งหมด แต่โดยภาพรวมแล้ว เยาวชนคนหนุ่มสาวถือเป็นหนึ่งในจุดแข็งที่สำคัญที่สุดของอิหร่าน ซึ่งตรงกันข้ามกับคำโกหกของศัตรู”

ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ถือว่า ศัตรูต่างพยายามสร้างภาพและแนะนำเยาวชนชาวอิหร่านให้เป็นกลุ่มที่หลงผิด ต้องพึ่งพาตะวันตก หันหลังให้ศาสนา ไร้ศีลธรรม เสื่อมทราม และมีจิตใจที่อ่อนแอ  โดยท่านผู้นำกล่าวเสริมว่า “ภาพลักษณ์นี้ ผิดพลาดอย่างสิ้นเชิง ขณะที่เยาวชนชาวอิหร่าน คือผู้ที่กล้าหาญในยามสงคราม การยืนหยัดปกป้องประเทศ มีวิจารณญาณทางการเมือง รู้เท่าทันอเมริกา มีความเคร่งครัดทางศาสนา และมีบทบาทที่โดดเด่นในทุกสนาม ไม่ว่าจะเป็นการเดินขบวนวันที่ 22 บาห์มัน วันกุดส์ การปฏิบัติเอียะอ์ติกาฟ งานเฉลิมฉลองและพิธีไว้อาลัยทางศาสนา ตลอดจนการเข้าร่วมพิธีศพและการให้เกียรติต่อบรรดาชะฮีด”

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า การมีบทบาทศูนย์กลางของบรรดาเยาวชนในงานวิจัยและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ของประเทศ ตั้งแต่การส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศ อุตสาหกรรมนิวเคลียร์ เซลล์ต้นกำเนิด นาโนเทคโนโลยี ไปจนถึงอุตสาหกรรมยารักษาโรค เป็นภาพสะท้อนอีกด้านหนึ่งของความพร้อมของเยาวชนชาวอิหร่านในการเป็นผู้นำและมีบทบาทแนวหน้าในทุกสนามที่ประเทศมีความต้องการ

ในช่วงท้าย ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ได้เน้นย้ำต่อบรรดาเยาวชนว่า “เยาวชนที่เคารพรักทั้งหลาย! พวกท่านจงรักษาศาสนา ความคิดทางการเมือง การมีส่วนร่วมและความพร้อม ความจริงจังในการพัฒนาประเทศ และความเป็นเอกภาพของพวกท่านไว้ เพราะประชาชาติที่เป็นหนึ่งเดียวและสามัคคีย่อมเอาชนะเหนือศัตรูใดๆ ได้ และหากพระผู้เป็นเจ้าทรงประสงค์ ในไม่ช้านี้ ความรู้สึกแห่งชัยชนะจะเอ่อล้นในหัวใจของประชาชาติอิหร่านทุกคน”

 

 

700 /