บรรดาประชาชนหลากหลายกลุ่มหลายพันคน เข้าพบท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม อยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี เนื่องในวโรกาสอันจำเริญของวันอีดมับอัษ โดยท่านผู้นำได้ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพอันยิ่งใหญ่ของอิสลามสำหรับการเกิดความเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกับในยุคสมัยช่วงเริ่มต้นของอิสลามในสังคมของมนุษย์ในปัจจุบัน และในการเปลี่ยนแปลงสังคมที่ติดอยู่ในความเขลา ความอยุติธรรม การกดขี่ ความหวาดกลัว และลัทธิอำนาจนิยม ให้กลายเป็นสังคมที่เปี่ยมไปด้วยความดีงาม ความรอดพ้น และศักดิ์ศรี โดยท่านผู้นำ ยังได้กล่าวอธิบายถึงมิติต่างๆ ของฟิตนะฮ์ (การก่อความวุ่นวาย) ครั้งล่าสุด และจุดยืนของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านในการเผชิญหน้ากับผู้วางแผนและผู้ปลุกปั่นฟิตนะฮ์ที่มีสหรัฐอเมริกาอยู่เบื้องหลัง พร้อมทั้งกล่าวยกย่องการเคลื่อนไหวของประชาชนในวันแห่งประวัติศาสตร์ที่ 22 เดย์ และท่านได้เน้นย้ำว่า “ประชาชาติอิหร่านได้ทำลายแกนหลักของฟิตนะฮ์ลงแล้ว แต่จำเป็นที่จะต้องรู้จักอัตลักษณ์และเป้าหมายของฟิตนะฮ์นี้ รวมทั้งปัจจัยต่าง ๆ ที่เป็นทั้งผู้ผ่านการฝึกมาแล้ว และผู้ถูกหลอกใช้ ให้เป็นอย่างดี”
ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ได้กล่าวแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสวันอีดที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ แด่ ประชาชาติอิหร่าน ประชาคมอิสลาม และผู้แสวงหาเสรีภาพทั่วโลก และท่านผู้นำถือว่า วันมับอัษ (วันที่ศาสดามุฮัมมัดได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสดา) เป็นวันแห่งการถือกำเนิดของอัลกุรอาน วันที่มนุษยชาติได้ตระหนักถึงแบบแผนอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าในการอบรมมนุษย์ผู้สมบูรณ์ วันที่อารยธรรมอิสลามได้เริ่มต้นขึ้น และวันที่ธงชัยแห่งความยุติธรรม ภราดรภาพ และความเสมอภาคได้ถูกชูขึ้น พร้อมทั้งท่านกล่าวเสริมว่า “แน่นอนว่า การเข้าใจในคุณค่าความประเสริฐของวันมับอัษนั้นเกินขีดความสามารถของมนุษย์อย่างพวกเรา และควรถ่ายทอดผ่านถ้อยคำของท่านอมีรุลมุอ์มินีน อะลี (อ.) และการทำความเข้าใจผ่านการศึกษาหนังสือนะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ในการอธิบายถึงพลังของอิสลามในการสร้างมนุษย์และอารยธรรม โดยท่านได้ชี้ให้เห็นถึงลักษณะของคาบสมุทรอาหรับก่อนการมับอัษ อาทิเช่น ความเสื่อมทรามและความเสื่อมทางศีลธรรม ความเขลาที่ครอบงำ ความโหดร้าย ความอยุติธรรม การกดขี่ ความหยิ่งผยอง การมีอคติ ความไม่รู้ และการไร้ซึ่งความยุติธรรมและการเลือกปฏิบัติอย่างลึกซึ้ง โดยท่านกล่าวว่า “ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) โดยอาศัยวะฮ์ยูและแบบแผนอันศักดิ์สิทธิ์ของพระผู้เป็นเจ้าบนพื้นฐานทางปัญญาและความศรัทธา ได้อบรมผู้คนที่ล้าหลังและเสื่อมทรามเหล่านั้น ให้กลายเป็นมนุษย์ผู้ทรงเกียรติอย่างน่าอัศจรรย์ เช่น ท่านอบูซัร อัมมาร และมิกดาด และศักยภาพอันไร้เทียมทานของอิสลามนี้ ในปัจจุบันก็ยังสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้เช่นเดียวกัน”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า สังคมของมนุษย์จำนวนมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะสังคมตะวันตก แม้จะมีรูปลักษณ์ภายนอกและถ้อยคำที่แตกต่างจากยุคญาฮิลียะฮ์ แต่ก็ยังคงติดอยู่กับความเสื่อมทรามทางศีลธรรม ความอยุติธรรม การกดขี่ และความโอหังเช่นเดียวกัน โดยท่านกล่าวว่า “อิสลามและชาวมุสลิมผู้มีศรัทธาและความเชื่อมั่น สามารถนำโลกปัจจุบันออกจากทางลาดแห่งความเสื่อมสู่หุบเหวแห่งความพินาศและความชั่วร้าย ไปสู่จุดสูงสุดแห่งความดี ความรอดพ้น และศักดิ์ศรี และจากทิศทางของนรกไปสู่สวรรค์ได้ ทั้งนี้โดยที่มีเงื่อนไขว่า พวกเขาจะต้องปฏิบัติด้วยศรัทธาที่ลึกซึ้งและแพร่หลายร่วมกัน”
ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ได้ยกหลักฐานจากโองการอัลกุรอานที่ว่า
وَ لا تَهِنوا وَ لا تَحزَنوا وَ اَنتُمُ الاَعلَونَ اِن کُنتُم مُؤمِنین
“และอย่าอ่อนแอ และอย่าโศกเศร้า เพราะพวกเจ้าจะเป็นผู้สูงส่ง หากพวกเจ้าเป็นผู้ศรัทธา”
โดยท่านผู้นำกล่าวเสริมว่า “เงื่อนไขหลักของขีดความสามารถของชาวมุสลิมในการช่วยมนุษยชาติให้รอดพ้น คือ การมีศรัทธาแบบอบูซัร แน่นอนว่า ในสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน เราเคยมีบุคคลที่มีลักษณะศรัทธาเช่นอบูซัร ทั้งในหมู่บรรดาชะฮีดผู้มีชื่อเสียง หรือแม้แต่ชะฮีดนิรนาม แต่สิ่งที่สำคัญคือ ความศรัทธาเช่นนี้จะต้องแพร่หลายไปทั่วทั้งสังคม”
ในช่วงที่สองของคำปราศรัย ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ฟิตนะฮ์ล่าสุด ซึ่งได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในระดับหนึ่ง และก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศ โดยท่านกล่าวว่า “ฟิตนะฮ์นี้ ด้วยความช่วยเหลือจากพระผู้เป็นเจ้า และด้วยมือของประชาชาติ บรรดาเจ้าหน้าที่รัฐ และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานที่มีความสามารถได้ถูกยุติลงแล้ว แต่เราต้องตระหนักว่า ธรรมชาติที่แท้จริงของฟิตนะฮ์นี้คืออะไร เหตุใดจึงถูกสร้างขึ้น ใครคือองค์ประกอบของมัน และพฤติกรรมของเราต่อศัตรูควรจะเป็นเช่นไร?
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า ธรรมชาติของฟิตนะฮ์ล่าสุดนั้นเป็นของพวกอเมริกา และในการอธิบายถึงเป้าหมายหลักของสหรัฐอเมริกาในแผนการสมคบคิดต่างๆ โดยท่านกล่าวว่า “เป้าหมายและนโยบายอย่างต่อเนื่องของอเมริกา และไม่ได้เฉพาะกับประธานาธิบดีคนปัจจุบันเท่านั้น คือ การกลืนกินอิหร่าน และการนำอำนาจครอบงำทางทหาร การเมือง และเศรษฐกิจของตนกลับมาสู่ประเทศของเรา เพราะว่า ประเทศที่มีขนาดอาณาเขตกว้างใหญ่ มีประชากร มีทรัพยากร และมีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเช่นนี้ อีกทั้งตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ทางภูมิศาสตร์ที่อ่อนไหว ย่อมเป็นสิ่งที่พวกเหล่านั้นไม่อาจยอมรับได้”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า ในฟิตนะฮ์ครั้งก่อนๆ ระดับการแทรกแซงของเจ้าหน้าที่ตะวันตก มักจำกัดอยู่เพียงในหมู่สื่อมวลชนและนักการเมืองระดับรอง โดยท่านกล่าวเสริมว่า “แต่ลักษณะเด่นของฟิตนะฮ์ครั้งล่าสุด คือ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาได้เข้ามาแทรกแซงด้วยตนเอง พูดจาข่มขู่ และด้วยการยุยงปลุกปั่นผู้ก่อความวุ่นวาย ได้ส่งสารไปถึงพวกเขาว่า จงเดินหน้าต่อไป อย่าหวาดกลัว และเราจะสนับสนุนทางทหารให้พวกท่าน”
ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ยังถือว่า คำพูดของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่เรียกผู้ทำลายล้างและฆาตกรว่าเป็นประชาชนชาวอิหร่าน เป็นการใส่ร้ายครั้งใหญ่ต่อประชาชาติอิหร่าน โดยท่านผู้นำกล่าวว่า ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาได้สนับสนุนผู้ก่อฟิตนะฮ์อย่างเปิดเผย และในเบื้องหลังก็มีทั้งอเมริกาและระบอบรัฐเถื่อนไซออนิสต์ให้ความช่วยเหลือแก่พวกเขา ดังนั้น พวกเราจึงถือว่า ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้กระทำผิด ทั้งในแง่ของการสูญเสียชีวิตและความเสียหายที่เกิดขึ้น และในแง่ของการใส่ร้ายป้ายสีที่กระทำต่อประชาชาติอิหร่านอีกด้วย”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ได้อธิบายถึงลักษณะของปัจจัยภาคสนามของฟิตนะฮ์ โดยท่านกล่าวว่า “ผู้ที่เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือบุคคลที่หน่วยข่าวกรองของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลคัดเลือกมาอย่างรอบคอบ ซึ่งนอกจากจะได้รับเงินเป็นจำนวนมหาศาลแล้ว ยังได้รับการฝึกอบรมในเรื่องต่างๆ เช่น วิธีการเคลื่อนไหว การวางเพลิง การสร้างความหวาดกลัว และการหลบหนีจากตำรวจ โดยผู้ก่อการร้ายและอาชญากรชั่วร้ายเหล่านี้จำนวนมาก ได้ถูกจับกุมด้วยการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพของกองกำลังตำรวจและหน่วยความมั่นคง”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า กลุ่มที่สองของปัจจัยภาคสนามของฟิตนะฮ์ คือ บรรดาวัยรุ่นและเยาวชนที่ได้รับอิทธิพลจากกลุ่มแรก โดยท่านกล่าวเสริมว่า “กลุ่มนี้ไม่ได้มีความเชื่อมโยงกับระบอบรัฐเถื่อนไซออนิสต์หรือหน่วยข่าวกรองใด ๆ หากแต่เป็นผู้ที่ยังขาดวุฒิภาวะ ถูกหัวโจกชักจูง ครอบงำทางความคิด และด้วยการปลุกเร้าอารมณ์ จึงลงมือกระทำการและการก่อกวนต่างๆ ที่ไม่สมควรกระทำ”
ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี กล่าวเสริมว่า บุคคลเหล่านี้ เป็นกองกำลังภาคพื้นดิน ซึ่งภารกิจของพวกเขา คือ การโจมตีสถานที่ต่างๆ บ้านเรือน หน่วยงานราชการ และศูนย์อุตสาหกรรม และช่างน่าเสียใจที่ปัจจัยที่โง่เขลาและไม่รู้เท่าทัน ภายใต้การนำของ ปัจจัยชั่วร้ายที่ผ่านการฝึกฝนมาแล้ว ได้ก่อการกระทำอันเลวร้ายและอาชญากรรมร้ายแรงจำนวนมาก เช่น การทำลายมัสญิด 250 แห่ง การทำลายศูนย์การศึกษาและวิชาการมากกว่า 250 แห่ง การสร้างความเสียหายให้แก่ศูนย์อุตสาหกรรมไฟฟ้า ธนาคาร สถานพยาบาล และร้านจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค และด้วยการทำร้ายประชาชน ได้สังหารผู้คนไปหลายพันคนด้วยกัน”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ยังได้ชี้ให้เห็นถึงการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมอย่างรุนแรงและป่าเถื่อนอย่างยิ่ง เช่น การล้อมขังและเผาทั้งเป็นเยาวชนจำนวนหนึ่งภายในมัสยิด หรือการสังหารเด็กหญิงวัยสามขวบ รวมถึงชายและหญิงผู้บริสุทธิ์และไร้ทางสู้ โดยท่านได้ตั้งข้อสังเกตว่า “การกระทำเหล่านี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนฟิตนะฮ์ที่ถูกเตรียมการไว้ล่วงหน้า และผู้ก่อเหตุเหล่านั้นต่างมีทั้งอาวุธมีดและอาวุธปืน ซึ่งถูกลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศและแจกจ่ายให้แก่กลุ่มผู้ก่อฟิตนะฮ์เพื่อใช้ในการก่ออาชญากรรมดังกล่าว”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ยังได้เน้นย้ำให้เห็นว่า ประชาชาติอิหร่านได้ทำลายแผนก่อความไม่สงบลงแล้ว โดยท่านกล่าวว่า “ประชาชาติอิหร่านด้วยการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ล้านคนในวันที่ 22 เดย์ ได้เปลี่ยนวันนี้ ให้กลายเป็นวันแห่งประวัติศาสตร์ในบันทึกแห่งเกียรติภูมิอันมากมายของตน และด้วยการชกหมัดอันหนักแน่นเข้าใส่ปากของผู้กล่าวอ้างเสียงดัง ได้ทำให้เปลวเพลิงแห่งความวุ่นวายสงบลง”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า การขยายภาพและพูดเกินจริงเกี่ยวกับจำนวนอันน้อยนิดของกลุ่มก่อความไม่สงบในสื่อสิ่งพิมพ์และสำนักข่าวระดับโลกที่เกี่ยวข้องกับพวกไซออนิสต์ และในทางตรงกันข้าม การปฏิเสธหรือบิดเบือนให้เล็กลงเกี่ยวกับมวลชนมหาศาลของประชาชนชาวอิหร่านในวันที่ 22 เดย์นั้น เป็นผลจากพฤติกรรมที่กระทำเป็นประจำของพวกเขา พร้อมทั้งท่านกล่าวว่า “ความเป็นจริงไม่เปลี่ยนแปลงด้วยการกระทำเช่นนี้ ความจริงก็คือ สิ่งที่ประชาชาติได้เห็นด้วยตาของตนเองในกรุงเตหะรานและในเมืองอื่นๆ”
ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ถือว่า ความพ่ายแพ้ของสหรัฐอเมริกาต่อประชาชาติอิหร่านในเหตุการณ์ก่อความไม่สงบครั้งล่าสุด เป็นส่วนหนึ่งของความพ่ายแพ้ต่อเนื่องของสหรัฐฯ และไซออนิสต์ในสงคราม 12 วัน โดยท่านผู้นำกล่าวว่า “พวกเขาได้ก่อความไม่สงบนี้ขึ้นพร้อมการเตรียมการอย่างมากมายเพื่อดำเนินการที่ใหญ่กว่านั้น ซึ่งแน่นอนว่า ประชาชาติได้ดับไฟแห่งความวุ่นวายลงได้ แต่ก็ยังไม่เพียงพอ และสหรัฐอเมริกาจะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า หน่วยงานที่รับผิดชอบ รวมถึงกระทรวงการต่างประเทศ ให้ติดตามดำเนินคดีต่ออาชญากรรมล่าสุดของสหรัฐอเมริกา โดยท่านกล่าวว่า “เราจะไม่นำพาประเทศเข้าสู่สงคราม แต่เราก็จะไม่ปล่อยอาชญากรภายในประเทศ และที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นคือ อาชญากรระดับนานาชาติให้ลอยนวล เรื่องนี้จะต้องดำเนินการด้วยวิธีการของตนเองและแนวทางที่ถูกต้อง”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ยังได้เน้นย้ำว่า “ด้วยความสำเร็จจากพระผู้เป็นเจ้า ประชาชาติอิหร่านดังที่ได้ทำลายของแผนก่อความไม่สงบแล้ว ก็จะต้องทำลายผู้ก่อความไม่สงบให้ได้ด้วยเช่นกัน”
ในช่วงท้ายของคำปราศรัย ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ได้ชี้ให้เห็นถึงการเสียสละและความทุ่มเทตลอดทั้งวันทั้งคืนของบรรดาเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ กองกำลังตำรวจ ความมั่นคง กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติ และกองกำลังบะซิจญ์ ในการต่อสู้ที่ประสบชัยชนะเหนือแผนก่อความไม่สงบของอเมริกา–ไซออนิสต์ พร้อมทั้งท่านกล่าวเสริมว่า “บรรดาเจ้าหน้าที่ของประเทศทุกฝ่ายได้ร่วมมือกัน และประชาชาติก็ได้กล่าวคำตัดสินสุดท้าย ด้วยความเป็นเอกภาพของตน จึงได้ยุติเรื่องราวนี้อย่างเด็ดขาด”
ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ได้เน้นย้ำเตือนคำแนะนำประจำของท่านอีกครั้งเกี่ยวกับการธำรงรักษาความเป็นเอกภาพในหมู่ประชาชน โดยท่านผู้นำกล่าวว่า “ความขัดแย้งแบบแบ่งฝ่าย การเมือง หรือแนวคิดสายต่างๆ ไม่ควรถูกปล่อยให้แพร่กระจายในสังคม ทุกคนจะต้องร่วมมือกัน ยืนเคียงข้างกัน และเป็นหนึ่งเดียวกันในการปกป้องรัฐอิสลามและอิหร่านอันเป็นที่รัก”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ยังได้ชี้ให้เห็นถึงความพยายามของบรรดาเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงการทำงานของประธานาธิบดีและประมุขฝ่ายอื่น ๆ ที่ลงมาปฏิบัติภารกิจอยู่ในสนามจริง พร้อมทั้งท่านกล่าวเสริมว่า “อย่าเป็นเช่นนี้ที่บางคนโดยไม่รับรู้ถึงการดำเนินงาน จะเอาแต่ตำหนิเพียงอย่างเดียว ข้าพเจ้าขอเตือนอย่างจริงจังไม่ให้มีการดูหมิ่นผู้นำประเทศ ประธานาธิบดี และบุคคลอื่นๆ ในสภาพการณ์สำคัญทั้งระดับนานาชาติและภายในประเทศเช่นนี้ และข้าพเจ้าขอสั่งห้ามปรามบุคคลที่อาจอยู่ในรัฐสภาหรือภายนอกรัฐสภาจากการกระทำดังกล่าวนี้อีกด้วย”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ยังได้เน้นย้ำให้เห็นถึงการแสดงความขอบคุณต่อบรรดาเจ้าหน้าที่ในช่วงเหตุการณ์สำคัญเช่นนี้ ซึ่งได้ยืนอยู่ในสนามและเคียงข้างประชาชน โดยท่านกล่าวว่า “ในอดีตที่ผ่านมา บางครั้งมีเจ้าหน้าที่ได้ถอนตัวออกจากสนามและหนีจากประชาชน หรือแม้กระทั่งมีการกล่าวโจมตีประชาชน แต่ครั้งนี้ บรรดาเจ้าหน้าที่ได้เคลื่อนไหวไปพร้อมกับประชาชน และทำงานด้วยเป้าหมายเดียวกัน ซึ่งจิตวิญญาณเช่นนี้สมควรที่จะได้รับการยกย่องและเห็นคุณค่า”
ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ได้ให้คำแนะนำอย่างหนักแน่นว่า พวกท่านควรปล่อยให้ประธานาธิบดีและประมุขของฝ่ายต่างๆ ได้ทำงานและปฏิบัติภารกิจอันยิ่งใหญ่ที่รับผิดชอบอยู่อย่างเต็มที่ พร้อมทั้งท่านผู้นำกล่าวเสริมว่า “แน่นอนว่า สถานการณ์ทางเศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น และความเป็นอยู่ของประชาชนยังมีปัญหาอย่างแท้จริง เจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐบาลจะต้องทำงานอย่างจริงจังยิ่งขึ้น เป็นสองเท่าจากเดิม ในบางภาคส่วน เช่น การจัดหาสินค้าจำเป็นขั้นพื้นฐานและปัจจัยการผลิตด้านปศุสัตว์ รวมถึงการจัดหาอาหารและสินค้าที่จำเป็นต่อประชาชน ซึ่งหากประชาชนและบรรดาเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างถูกต้อง พระผู้เป็นเจ้าจะทรงประทานความจำเริญให้แก่การงานนั้นอย่างแน่นอน”
