สำนักผู้นำสูงสุดซัยยิด อาลี คาเมเนอี

ประชาชนหลายพันคนจากหลากหลายกลุ่ม เข้าพบท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม

“หากสหรัฐก่อสงครามขึ้นจริง จะกลายเป็นสงครามระดับภูมิภาคในทันที”

ประชาชนหลายพันคนจากหลากหลายกลุ่ม เข้าพบท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม อยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ในช่วงวันแรกของสิบวันแห่งรุ่งอรุณของชัยชนะการปฏิวัติอิสลาม โดยท่านผู้นำถือว่า วันที่ 12 บาห์มัน (ปฏิทินอิหร่าน) เป็นวันที่พิเศษและวันแห่งการสร้างประวัติศาสตร์ พร้อมท่านยังได้ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงจากระบอบการปกครองแบบเผด็จการแบบบุคคลเดียว การต่อต้านศาสนา และการพึ่งพาพวกต่างชาติของราชวงศ์ปาห์ลาวี ไปสู่ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ตั้งอยู่บนพื้นฐานทางศาสนา และการยืนหยัดต่อต้านการรังแกของเหล่ามหาอำนาจโดยท่านกล่าวว่า ประชาชนได้ทำให้ไฟแห่งฟิตนะฮ์ของพวกอเมริกา–ไซออนิสต์ครั้งล่าสุดมอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน เช่นเดียวกับแผนการสมคบคิดก่อนหน้านี้ทั้งหมด และในอนาคตอีกด้วยเช่นกัน ประชาชาติอิหร่านด้วยการชี้นำจากพระผู้เป็นเจ้าและจะจัดการกับทุกเหตุการณ์ให้สิ้นสุดลง”

ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ยังถือว่า ความพยายามของสหรัฐอเมริกาในการกลืนกินอิหร่าน และการยืนหยัดของประชาชนผู้ทรงศักดิ์ศรีในการต่อต้านความละโมบนี้ เป็นสาเหตุหลักของความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐที่ดำเนินมากว่า 47 ปี พร้อมทั้งท่านผู้นำยังชี้ให้เห็นถึงคำพูดล่าสุดของเจ้าหน้าที่ชาวอเมริกา โดยท่านกล่าวเสริมว่า “ก่อนหน้านี้พวกเขาก็เคยข่มขู่ประชาชาติอิหร่านด้วยคำพูดว่า ทุกทางเลือกอยู่บนโต๊ะ เพื่อทำให้เกิดความหวาดกลัว และแน่นอนว่า จงรู้ไว้ว่า หากครั้งนี้พวกเขาก่อสงครามขึ้นจริง มันจะกลายเป็นสงครามระดับภูมิภาค”

ในช่วงเริ่มต้นของคำปราศรัย ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลามได้ชี้ให้เห็นถึงการต้อนรับอย่างเป็นเอกภาพและไม่เคยมีมาก่อนของประชาชนต่อท่านอิมามโคมัยนี (ร.ฮ.) เมื่อวันที่ 12 บาห์มัน ปี 1357 (ปฏิทินอิหร่าน)  (ค.ศ.1979) โดยท่านกล่าวว่า “ท่านอิมามได้เข้าสู่กรุงเตหะรานด้วยความกล้าหาญและพลัง ท่ามกลางภัยคุกคามทั้งหลาย และได้เปลี่ยนการต้อนรับอันยิ่งใหญ่และน่าพิศวงของประชาชนให้กลายเป็นปัจจัยในการก่อตั้งระบอบใหม่ และในวันเดียวกันนั้นเองก็ประกาศโค่นล้มระบอบกษัตริย์”

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า การเปลี่ยนจากระบอบเผด็จการส่วนบุคคลไปสู่ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ซึ่งที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ และการเปลี่ยนจากกระบวนการต่อต้านศาสนาของปาห์ลาวีไปสู่กระบวนการอิสลาม คือ สองคุณลักษณะสำคัญของระบอบที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้ของท่านอิมามและประชาชาติ โดยท่านกล่าวเสริมว่า “หากเจ้าหน้าที่ทุกคนปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างสมบูรณ์ รัฐบาลก็คงจะเป็นรัฐบาลแห่งศาสนาอย่างแท้จริง แต่โดยภาพรวมแล้วนั้น เราได้ก้าวหน้าไปในกระบวนการอิสลามและทางศาสนา”

ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ยังถือว่า การคืนประเทศให้แก่เจ้าของที่แท้จริง หมายถึง ประชาชน และการตัดมือและอิทธิพลของสหรัฐอเมริกาออกจากอิหร่าน เป็นคุณลักษณะอีกประการหนึ่งของสาธารณรัฐอิสลาม โดยท่านผู้นำกล่าวว่า “ลักษณะนี้เองที่ทำให้สหรัฐไม่พอใจและตื่นตระหนก จึงนำไปสู่ความเป็นศัตรูกับประชาชาติและรัฐนับตั้งแต่วันแรก”

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ในการอธิบายถึงมิติต่างๆความเป็นรัฐบาลแบบประชาธิปไตย ท่านได้ชี้ให้เห็นถึงการสร้างจิตวิญญาณแห่งความเชื่อมั่นในตนเองในหมู่ประชาชาติ โดยท่านกล่าวว่า “ท่านอิมาม ผู้ทรงปรีชาญาณได้ทำให้ประชาชาติตระหนักถึงศักยภาพอันยิ่งใหญ่และคุณค่าของตนเอง และได้เปลี่ยนทัศนคติ เราทำไม่ได้ ให้กลายเป็นความเชื่อที่สำคัญอย่างยิ่งว่า เราทำได้”

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า ผลของนโยบาย ความหลงตนเอง และการพึ่งพาพวกต่างชาติในยุคราชวงศ์กอญารและปาห์ลาวี คือ การทำให้ชนชาติที่ยิ่งใหญ่และมีประวัติอารยธรรมและวัฒนธรรมอันรุ่งเรือง  กลายเป็นประชาชนที่ถูกดูหมิ่นและล้าหลัง โดยท่านกล่าวว่า “ในยุคสมัยนั้น เราล้าหลังในทุกๆด้าน ทั้งด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การเมือง วิถีชีวิต ความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ และสมการระดับภูมิภาค  แต่ทว่าท่านอิมามโคมัยนี ได้ปลุกจิตวิญญาณแห่งความเชื่อมั่นต่อตนเองในหมู่ประชาชาติ และเปลี่ยนเส้นทางไป 180 องศาด้วยกัน”

ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ได้รำลึกถึงความก้าวหน้าของประเทศในด้านต่าง ๆ โดยท่านผู้นำกล่าวว่า “ผู้ใดหรือจะเชื่อว่า ประชาชาติอิหร่านจะมาถึงจุดที่ชาวอเมริกาต้องคัดลอกอาวุธที่อิหร่านผลิตขึ้นเอง ทั้งหมดนี้เป็นผลจากความเชื่อมั่นต่อตนเอง ความหวัง และความทะเยอทะยานที่ท่านอิมามโคมัยนีในฐานะเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังและการพึ่งพาตนเอง ได้ปลูกฝังให้แก่ประชาชาติ และผลักดันให้พวกเขาลงมือทำและมีการเคลื่อนไหว”

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ยังกล่าวถึงการล่อลวงของซาตานผู้ชั่วร้ายจากภายนอกและภายใน ที่พยายามบอกว่า เยาวชนชาวอิหร่านไร้ความหวังและไม่มีอนาคต โดยท่านกล่าวว่า “เยาวชนชาวอิหร่านมีทั้งความหวังและความมุ่งมั่น และจะสร้างอนาคตขึ้นมาเอง เพื่อให้พวกเจ้าตาบอดไปเสียเถอะ”

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า วันที่ 22 บาห์มัน เป็นวันแห่งชัยชนะของการปฏิวัติอิสลาม และวันที่ 12 ฟัรวัรดีน เป็นวันแห่งการสถาปนาสาธารณรัฐอิสลามด้วยคะแนนเสียงของประชาชาติ รวมถึงความก้าวหน้าทั้งหมดของประเทศ ล้วนเป็นผลพวงจากวันอันมีเกียรติของวันที่ 12 บาห์มัน ปี 1357 โดยท่านกล่าวเสริมว่า “ด้วยความโปรดปรานของพระผู้เป็นเจ้า เกียรติแห่งวันนี้ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง”

ในอีกส่วนหนึ่งของคำปราศรัย ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลามได้เน้นย้ำให้เห็นถึงอัตลักษณ์ของพวกอเมริกาและระบอบรัฐเถื่อนไซออนิสต์ในการก่อฟิตนะฮ์เมื่อวันที่ 18 และ 19 เดือนเดย์ โดยผู้ก่อจลาจลประกอบไปด้วยหัวหน้าขบวน  และกองกำลังแนวหน้า โดยท่านกล่าวเสริมว่า “หัวหน้าขบวนจำนวนมากซึ่งถูกจับกุม ได้สารภาพว่า รับเงินมาเพื่อปฏิบัติการ และได้รับการฝึกอบรมวิธีการโจมตีศูนย์ต่างๆ การรวบรวมและการปลุกระดมเยาวชน แต่ทว่า ผู้ก่อจลาจลอีกส่วนหนึ่งเป็นเพียงเยาวชนที่ใช้อารมณ์ ซึ่งเรานั้นไม่ได้มีปัญหาร้ายแรงกับพวกเขาแต่อย่างใด”

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า ถ้อยคำของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นหลักฐานชัดเจนถึงความเป็นอเมริกาและรัฐเถื่อนไซออนิสต์ในการก่อฟิตนะฮ์ครั้งล่าสุด โดยท่านกล่าวว่า “เขาพูดอย่างเปิดเผยต่อผู้ก่อจลาจลที่เรียกว่า ประชาชนชาวอิหร่านว่า “พวกท่านจงเดินหน้าต่อไป ฉันก็กำลังจะมา ทั้งที่ในมุมมองของพวกเขา ผู้ก่อจลาจลไม่กี่พันคน คือ ประชาชนอิหร่าน แต่ทว่า ประชาชนหลายล้านคนที่ออกมาชุมนุมทั่วประเทศในวันที่ 22 เดือนเดย์ กลับไม่ใช่ประชาชนชาวอิหร่าน”

ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ถือว่า ความคิดและแนวทางใหม่ของสาธารณรัฐอิสลาม และการปะทะกับผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจบาตรใหญ่ของโลก เป็นสาเหตุของความเป็นศัตรูอย่างต่อเนื่อง โดยท่านผู้นำกล่าวว่า “ด้วยเหตุผลนี้เอง ฟิตนะฮ์ครั้งล่าสุดจึงไม่ใช่ฟิตนะฮ์เพียงครั้งแรกในเตหะราน และจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย และอาจจะเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต”

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม กล่าวเสริมว่า “ความเป็นศัตรูเหล่านี้ จะดำเนินต่อไปจนกว่าประชาชาติอิหร่านจะสร้างความสิ้นหวังให้ศัตรู ด้วยความมั่นคง ความอดทน และการควบคุมสถานการณ์อย่างสมบูรณ์ ซึ่งพวกท่านก็จะไปถึงจุดนั้นอย่างแน่นอน”

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ยังได้ชี้ให้เห็นถึงเหตุการณ์และอาชญากรรมที่คล้ายคลึงกับฟิตนะฮ์ครั้งล่าสุดในเตหะราน เช่น เหตุการณ์วันที่ 30 โครดาด ปี 1360 (ปฏิทินอิหร่าน) เมื่อกลุ่มมุนาฟิกได้ใช้มีดคัตเตอร์ทำร้ายสมาชิกบาซีจญ์ โดยท่านได้ตั้งข้อสังเกตว่า “ในทุกเหตุการณ์เหล่านี้ สามารถเห็นมือของพวกต่างชาติ โดยเฉพาะมือของสหรัฐฯและระบอบรัฐเถื่อนไซออนิสต์ได้อย่างชัดเจน”

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ยังเน้นย้ำให้เห็นว่า ในฟิตนะฮ์ครั้งล่าสุดและเหตุการณ์ต่างๆในปีที่ผ่านมา หน่วยงานตำรวจ บาซีจญ์ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม และหน่วยงานอื่นๆ ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ แต่สิ่งที่ทำให้เปลวเพลิงแห่งฟิตนะฮ์ดับลงและกลายเป็นเถ้าถ่าน เช่นเดียวกับปี 1388 คือ การที่ประชาชนลงสู่สนาม และหลังจากนี้ หากเกิดเหตุการณ์ใดๆขึ้นกับประเทศ พระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงยิ่งใหญ่ จะทรงปลุกประชาชนเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อต่อสู้ และประชาชน จะเป็นผู้จัดการให้จบสิ้น”

ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ได้อธิบายถึงคุณลักษณะของการก่อจลาจลของพวกอเมริกาครั้งล่าสุด โดยท่านผู้นำ ถือว่า ลักษณะประการแรก คือ การที่ผู้ก่อจลาจลได้หลบซ่อนอยู่ หลังจากการประท้วงของบรรดาพ่อค้า โดยท่านกล่าวว่า “เหล่าผู้ก่อจลาจลเปรียบเสมือนเป็นอาชญากรที่ใช้ผู้หญิงและเด็ก เป็นโล่มนุษย์ในการโจมตีเมือง โดยที่พวกเขาหลบซ่อนตัวอยู่หลังบรรดาพ่อค้าที่มีข้อเรียกร้องสมเหตุสมผลและออกมาตามท้องถนน เพื่อไม่ให้ถูกระบุตัวอย่างชัดเจน”

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม กล่าวเสริมว่า “แน่นอนว่า บรรดาพ่อค้าที่มีสติปัญญา เมื่อเห็นการกระทำของผู้ก่อจลาจล เช่น การโจมตีสถานีตำรวจ แทนที่จะเดินขบวนอย่างสงบ ก็ได้แยกตัวออกจากพวกเขาและปล่อยให้เหล่าผู้ก่อจลาจลอยู่ตามลำพัง”

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า คุณลักษณะประการที่สองของการก่อจลาจลครั้งล่าสุด คือความเป็นลักษณะกึ่งรัฐประหาร โดยท่านกล่าวว่า “การก่อจลาจลนี้คล้ายกับการรัฐประหาร ดังที่บางคนในโลกก็ได้กล่าวถึง แน่นอนว่า แม้จะถูกปราบปรามไปแล้ว แต่การทำลายศูนย์กลางที่สำคัญในการบริหารประเทศ ผ่านการโจมตีตำรวจ ศูนย์กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติ หน่วยงานรัฐบางแห่ง ธนาคาร และการโจมตีศูนย์ทางจิตวิญญาณ เช่น มัสญิดและอัลกุรอาน แสดงให้เห็นถึงความจริงนี้อย่างชัดเจน”

ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ถือว่า การออกแบบการก่อจลาจลมาจากต่างประเทศ และการชี้นำหัวหน้าขบวนภายในประเทศ โดยใช้เครื่องมือต่างๆ เช่น ข้อมูลจากดาวเทียม เป็นคุณลักษณะอีกประการหนึ่งของการจลาจลในเดือนเดย์ โดยท่านผู้นำได้ตั้งข้อสังเกต “ตามข้อมูลที่ได้รับ องค์ประกอบสำคัญของชาวอเมริกาในรัฐบาล ได้บอกกับฝ่ายอิหร่านของตนว่า องค์กรข่าวกรองซีไอเอและมอสซาดได้นำศักยภาพทั้งหมดของตนเข้าสู่สนามในเหตุการณ์นี้”

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า หน้าที่ของหัวหน้าขบวนที่ผ่านการฝึกฝน คือ การสร้างผู้เสียชีวิต โดยท่านกล่าวเสริมว่า “ตามแผนการนี้ พวกเขาได้โจมตีศูนย์ทหารและตำรวจด้วยอาวุธส่วนบุคคลขั้นสูง เพื่อให้เกิดการตอบโต้จากเจ้าหน้าที่และมีผู้เสียชีวิตจำนวนหนึ่ง และเพื่อเพิ่มจำนวนผู้เสียชีวิต พวกเขายังไม่ละเว้นแม้แต่กองกำลังแนวหน้าของตนเองที่ถูกนำลงสนามด้วยการโฆษณาชวนเชื่อ และได้ยิงเข้าใส่พวกเขาด้วยเช่นกัน”

ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ยังได้ชี้ให้เห็นถึงความพยายามของศัตรูในการแสดงจำนวนผู้เสียชีวิตให้มากกว่าความเป็นจริงถึงสิบเท่า โดยท่านผู้นำ ถือว่า พวกเขาต้องการให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่านี้ แม้กระนั้น การสูญเสียเท่าที่เกิดขึ้น ก็ยังเป็นเรื่องที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง”

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า เป้าหมายหลักของศัตรู คือ การทำลายความมั่นคงของประเทศ โดยท่านกล่าวว่า “เมื่อไม่มีความมั่นคง ก็ไม่มีอะไรหลงเหลือเลย ทั้งขนมปัง การผลิต ธุรกิจ การศึกษา การวิจัย วิทยาศาสตร์ และความก้าวหน้า ด้วยเหตุนี้เอง ผู้ที่รักษาความมั่นคงของประเทศไว้ได้ จึงมีบุญคุณต่อชีวิตของประชาชนทุกคน”

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ได้เน้นย้ำว่า “พวกเขาต้องการให้ประชาชนยืนอยู่ตรงข้ามกับรัฐอิสลาม แต่ทว่าประชาชนได้ตบหน้าศัตรูด้วยการเข้าร่วมอย่างมหาศาลในวันที่ 22 เดือนเดย์ และยังได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นจริงของประชาชาติอิหร่านให้เห็น”

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ยังได้เน้นย้ำให้เห็นว่า บรรดาเจ้าหน้าที่จะต้องรู้ถึงคุณค่าของประชาชนเหล่านี้อย่างแท้จริง โดยท่านกล่าวว่า “แน่นอนว่า การก่อจลาจลครั้งนี้ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นโดยบังเอิญหรือโดยการคิดคำนวณ ในช่วงเวลาที่รัฐบาลและเจ้าหน้าที่กำลังวางแบบแผนและกำหนดแบบแผนเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อทำการปรับปรุงสถานการณ์ให้ดียิ่งขึ้น”

คุณลักษณะประการสุดท้ายของการก่อจลาจลครั้งล่าสุดที่ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลามกล่าวถึง คือ ความรุนแรงแบบกลุ่มไอซิส

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ยังได้ชี้ให้เห็นถึงคำยอมรับของประธานาธิบดีสหรัฐคนปัจจุบันในช่วงการเลือกตั้งสมัยแรกเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของรัฐบาลสหรัฐในการสร้างกลุ่มไอซิส โดยท่านกล่าวว่า “ในการก่อจลาจลครั้งล่าสุด พวกอเมริกาได้สร้างกลุ่มไอซิสที่มีการกระทำคล้ายกับกลุ่มไอซิสเดิม กลุ่มไอซิสได้สังหารผู้คนอย่างโหดเหี้ยมด้วยข้อกล่าวหาไร้ศาสนา และพวกนี้ก็สังหารผู้คนด้วยความรุนแรงด้วยเช่นเดียวกัน แต่ทว่า เพราะเหตุผลแห่งการเคร่งครัดศาสนา และด้วยความโหดเหี้ยมอย่างยิ่ง ได้ทำการเผาผู้คนทั้งเป็นและมีการตัดศีรษะผู้คน”

ในช่วงท้ายของคำปราศรัย ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ได้กล่าวอธิบายถึงสาเหตุของความเป็นศัตรูกว่า 40 ปีระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน โดยท่านผู้นำกล่าวว่า “ประเด็นนี้สามารถสรุปได้ในสองคำ คือ สหรัฐต้องการที่จะกลืนกินอิหร่าน แต่ทว่า ประชาชาติอิหร่านและสาธารณรัฐอิสลามได้ขวางทางอยู่ และในความเป็นจริง ความผิดของประชาชาติอิหร่าน คือ การบอกอเมริกาว่า แกทำผิดแล้ว ที่คิดจะกลืนประเทศของฉัน”

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า ทรัพยากรและแรงดึงดูดอย่างมากมายของอิหร่าน เช่น น้ำมัน ก๊าซ แร่ธาตุที่อุดมสมบูรณ์ และสถานที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์และภูมิศาสตร์ เป็นอีกสาเหตุของความละโมบของเหล่ามหาอำนาจผู้รุกรานและโลภอย่างสหรัฐ โดยท่านกล่าวว่า “พวกเขาต้องการที่จะยึดครองอิหร่านและฟื้นฟูการครอบงำทรัพยากร น้ำมัน การเมือง ความมั่นคง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของอิหร่าน เหมือนในยุคสมัยปาห์ลาวี นี่คือสาเหตุหลักของความเป็นศัตรู และคำพูดอื่นๆ ของพวกเขา เช่น เรื่องสิทธิมนุษยชน เป็นเพียงคำพูดไร้สาระ”

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ได้เน้นย้ำว่า “ประชาชาติอิหร่านได้ยืนหยัดอย่างมั่นคงต่อหน้าความละโมบของสหรัฐ การยืนหยัดอยู่ และจะยืนหยัดต่อไป อีกทั้งจะทำให้พวกเขาต้องหมดหวังจากการก่อกวนและการสร้างความเดือดร้อน”

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ยังชี้ให้เห็นถึงคำขู่ของพวกอเมริกาที่เกี่ยวกับสงครามและการใช้เครื่องบินประเภทต่าง ๆ โดยท่านกล่าวว่า “คำพูดเหล่านี้ไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่ ในอดีตก็เคยข่มขู่หลายครั้งว่า ทุกทางเลือกถูกวางอยู่บนโต๊ะ และบัดนี้ ชายคนนี้ก็ยังพูดอ้างเช่นนี้อยู่เรื่อยๆ ว่า เรานำเรือรบมาแล้ว”

ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี กล่าวเสริมว่า “ประชาชาติอิหร่านไม่ควรที่จะถูกทำให้หวาดกลัวด้วยเรื่องเหล่านี้ ประชาชาติอิหร่านจะต้องไม่ถูกกระทบด้วยคำพูดเช่นนี้ แน่นอนว่า เราไม่ใช่เป็นผู้เริ่มต้น และไม่ต้องการการกดขี่หรือการโจมตีต่อประเทศใดๆ แต่ประชาชาติอิหร่านจะชกกลับอย่างหนักแน่นต่อผู้ที่มีความละโมบและคิดจะโจมตีหรือสร้างความเดือดร้อน”

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ยังเน้นย้ำอีกครั้งว่า “แน่นอนว่า ขอให้อเมริกันพึงรู้ไว้ว่า หากครั้งนี้พวกเขาก่อสงครามขึ้นจริง สงครามนั้นจะกลายเป็นสงครามระดับภูมิภาคในทันที”

 

 

700 /