ประชาชนเมืองทับรีซและจังหวัดอาเซอร์ไบจานตะวันออกหลายพันคน เข้าพบท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม อยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี โดยท่านผู้นำ ถือว่า ปีนี้เป็นปีที่แปลกและเต็มไปด้วยเหตุการณ์อันสำคัญยิ่ง พร้อมท่านยังได้ชี้ให้เห็นว่า ชัยชนะของประชาชาติในสงคราม 12 วัน การปราบปรามเหตุความไม่สงบครั้งใหญ่ในเดือนเดย์ และ การเข้าร่วมอย่างยิ่งใหญ่ของประชาชนในการเดินขบวนวันที่ 22 เดย์ และ 22 บะฮ์มัน เป็นสัญลักษณ์ของความเข้มเแข็งและความมีชีวิตชีวาของประชาชาติอิหร่าน ผู้ทรงเกียรติ อีกทั้งท่านผู้นำยังเน้นย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นในการรักษาและการเสริมสร้างความพร้อม ความตื่นตัว และความเป็นเอกภาพของชาติ โดยท่านกล่าวเสริมว่า “นอกจากหัวหน้ากลุ่มและองค์ประกอบที่ทุจริตซึ่งเชื่อมโยงกับเหล่าศัตรูแล้ว ผู้เสียชีวิตทั้งหมดจากเหตุความไม่สงบ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ความมั่นคงและความสงบของสังคม ประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่สัญจรผ่านไปมา และแม้กระทั่ง ผู้ที่ถูกหลอกลวงซึ่งเข้าร่วมเหตุการณ์ด้วยความไร้เดียงสาและความโกรธ ล้วนเป็นบุตรหลานของเรา และเราขอร่วมโศกเศร้าไว้อาลัยให้กับทุกคนอีกด้วย”
ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ยังได้เน้นย้ำให้เห็นว่า บรรดาเจ้าหน้าที่รัฐบาลได้เพิ่มความพยายามในการแก้ไขปัญหา การควบคุมปัญหาเงินเฟ้อ และรักษามูลค่าสกุลเงินตราแห่งชาติ อีกทั้งในอีกส่วนหนึ่งของคำปราศรัย ท่านผู้นำได้ชี้ให้เห็นกล่าวถึงการแทรกแซงที่ไม่เหมาะสมและคำข่มขู่ที่อุกอาจจากเจ้าหน้าที่และสื่อของอเมริกาเกี่ยวกับการโจมตีอิหร่าน โดยท่านกล่าวว่า พวกเขาเองก็รู้ดีว่าไม่สามารถทนต่อคำพูดและการกระทำเช่นนั้นได้ และกองทัพที่อ้างว่าแข็งแกร่งที่สุดในโลก อาจถูกตบอย่างรุนแรงจนไม่สามารถลุกขึ้นได้ ในขณะที่หน่วยงานที่รับผิดชอบในการรับมือกับภัยคุกคามต่างมีความพร้อมอย่างเต็มที่ และประชาชนก็ควรดำเนินชีวิตอย่างสงบและมั่นใจ”
ในการพบปะกันครั้งนี้ ซึ่งจัดขึ้นเนื่องในวาระครบรอบเหตุการณ์สำคัญการลุกขึ้นต่อสู้ของประชาชนชาวเมืองทับรีซ เมื่อวันที่ 29 บะฮ์มัน ปี 1356 (ตามปฏิทินอิหร่าน) โดยท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า การรู้จักเวลา การปฏิบัติอย่างทันท่วงที และการเสียสละ เป็นลักษณะอันสำคัญของการลุกขึ้นต่อสู้ครั้งนั้น พร้อมทั้งท่านกล่าวยกย่องในการเข้าร่วมอย่างมีความหวังของเยาวชนอาเซอร์ไบจานในเวทีต่าง ๆ โดยท่านกล่าวว่า “การที่ประชาชนชาวเมืองทับรีซเข้าร่วมการเดินขบวนในวันที่ 22 บะฮ์มันเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า แสดงให้เห็นว่า พวกเขาเช่นเดียวกับประชาชนทั่วประเทศ ยังมีชีวิตชีวาและมีความกระตือรือร้น และประชาชนเช่นนี้จะไม่มีวันตกเป็นเหยื่อของเกมการเมืองและกลอุบายของศัตรูอย่างแน่นอน”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า ปีนี้ เป็นปีแห่งการเปิดเผยให้เห็นหลายครั้งถึงความยิ่งใหญ่ ความตั้งใจ ความมุ่งมั่นแน่วแน่ และศักยภาพอื่นๆ ของประชาชาติอิหร่าน โดยท่านกล่าวเสริมว่า “ประชาชาติด้วยการแสดงพลังและความยืนหยัดอย่างต่อเนื่อง ทำให้อิหร่านได้รับความภาคภูมิใจและมีเกียรติ ศักดิ์ศรี และเจ้าหน้าที่ทั้งหลายที่เดินทางเยือนต่างประเทศในช่วงนี้ ต่างสัมผัสได้ถึงความโดดเด่นของประชาชาติอิหร่านในการพบปะกับผู้นำประเทศต่างๆ”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า การอธิบายถึงลักษณะและมิติต่างๆของเหตุการณ์เดือนเดย์โดยผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์ เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง โดยท่านกล่าวว่า “สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เป็นเพียงการประท้วงของบรรดาเยาวชนคนหนุ่มสาวที่โกรธเคือง แต่เป็นการก่อรัฐประหารที่วางแผนไว้ล่วงหน้า ซึ่งได้ถูกประชาชาติบดขยี้”
ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี กล่าวอธิบายเสริมว่า “หน่วยข่าวกรองและสายลับของสหรัฐฯ และระบอบรัฐเถื่อนไซออนิสต์ ด้วยความช่วยเหลือจากหน่วยข่าวกรองของบางประเทศ ได้คัดเลือกบุคคลที่มีแนวโน้มก่อความไม่สงบ จัดการฝึกอบรม ให้เงินและอาวุธ และส่งเข้ามาในประเทศเพื่อก่อวินาศกรรมและโจมตีศูนย์ทหารและหน่วยงานภาครัฐ อีกทั้งยังได้ฉวยโอกาสในช่วงกลางของเดือนเดย์ที่ผ่านมา”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า การชักจูงและการปลุกปั่นให้ผู้ที่ขาดประสบการณ์และไร้เดียงสา เกิดความโกรธ เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งของบรรดาผู้บงการและผู้ก่อความวุ่นวาย โดยท่านกล่าวว่า “กลุ่มที่ได้รับการฝึกฝนได้ผลักดันผู้คนเหล่านี้ให้ออกแนวหน้า และตัวพวกเขาเองก็เข้าสู่สนามด้วยอาวุธหลากหลายและนโยบายการเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงและไร้ความยั้งคิด และเช่นเดียวกับกลุ่มไอซิส พวกเขาได้เผา สังหาร และการทำลาย ด้วยความรุนแรงอย่างน่าตกใจ
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ยังถือว่า เป้าหมายหลักของการกระทำเหล่านี้ คือ การทำให้รากฐานของรัฐอิสลามต้องสั่นคลอน โดยท่านกล่าวว่า “แน่นอนว่า กองกำลังตำรวจ บาซิจญ์ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม รวมถึงประชาชนจำนวนมาก ได้ยืนหยัดต่อสู้กับผู้ก่อความไม่สงบ และการก่อรัฐประหาร ที่มีการปูทางและการใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล ก็ล้มเหลวอย่างชัดเจน และประชาชาติกลายเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ”
ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ถือว่า การเดินขบวนอันยิ่งใหญ่ของวันที่ 22 เดย์ และ 22 บะฮ์มัน เป็นหนึ่งในสัญญาณจากพระผู้เป็นเจ้า โดยท่านผู้นำเน้นย้ำว่า “ประชาชาติที่มีเกียรติที่สามารถเอาชนะเหนือแผนการร้ายของศัตรูได้ ต้องรักษาความสำเร็จนี้ด้วย การเตรียมความพร้อม ความฉลาดหลักแหลมและความเป็นเอกภาพ”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม กล่าวถึงกรณีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบ โดยท่านกล่าวว่า “บางคนที่เป็นแกนนำและเป็นส่วนหนึ่งของผู้ก่อเหตุรัฐประหารได้รับผลกรรมของตนแล้ว และเรื่องของพวกเหล่านี้ขึ้นอยู่กับพระผู้เป็นเจ้า ส่วนผู้เสียชีวิตอีกสามกลุ่มนั้น เป็นลูกหลานของเรา และเราขอไว้อาลัยต่อการจากไปของพวกเขาทั้งหมดด้วยเช่นกัน”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า กลุ่มแรกที่เสียชีวิต คือ เจ้าหน้าที่กองกำลังรักษาความสงบ เจ้าหน้าที่บาซิจญ์ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม และประชาชนที่ร่วมกับพวกเขา ซึ่งพวกเขาเป็นชะฮีด (มรณะสักขี) ผู้ทรงเกียรติแห่งความมั่นคง ความสงบ และความปลอดภัยของสังคมและรัฐอิสลาม โดยท่านกล่าวเสริมว่า “ผู้เสียชีวิตกลุ่มที่สอง ซึ่งเป็นผู้ที่สัญจรไปมาและประชาชนผู้บริสุทธิ์ ก็ถือเป็นชะฮีดด้วยเช่นกัน เพราะว่า พวกเขาถูกยิงและเสียชีวิตจากเหตุความวุ่นวายที่ศัตรูได้ก่อขึ้น”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม กล่าวเสริมว่า “กลุ่มที่สาม คือ ผู้ที่ถูกหลอกลวงและกระทำไปด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงไปร่วมกับเหล่าผู้ก่อความวุ่นวาย ผู้คนเหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของพวกเราและเป็นลูกหลานของเรา เราก็โศกเศร้าต่อการสูญเสียของพวกเขาด้วยเช่นกัน และเราขอวิงวอนต่อพระผู้เป็นเจ้าให้ทรงประทานความเมตตาและการอภัยโทษแก่ผู้เสียชีวิตทุกคน”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ยังกล่าวเสริมว่า “ผู้ที่ถูกหลอกลวงบางคน ซึ่งไม่ได้ถูกจับกุมหรือจำคุก ได้เขียนจดหมายถึงข้าพเจ้าแสดงความสำนึกผิดและขอการให้อภัยโทษ”
ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ได้ชี้ให้เห็นถึงการที่พวกอเมริกายอมรับว่า พวกเขาได้จัดตั้งกลุ่มไอซิส โดยท่านผู้นำกล่าวว่า “กลุ่มไอซิสนั้นได้ถูกกำจัดไปมากแล้ว แต่ทว่า ในขณะนี้มีไอซิสกลุ่มใหม่ เกิดขึ้น ซึ่งเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายและประชาชนจะต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดาเยาวชนจะต้องมีความระมัดระวังและมีสติว่า ใครกำลังพูดอะไรกับพวกเขา และเสนออะไรให้พวกเขา”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ได้เน้นย้ำว่า “ประชาชนต้องการให้มีการติดตามและลงโทษแกนนำหลักของผู้ก่อความไม่สงบที่เป็นผู้บ่อนทำลาย และหน่วยงานด้านตุลาการและความมั่นคงก็มีหน้าที่จะต้องดำเนินคดีและลงโทษบุคคลเหล่านี้ รวมทั้งต้องดำเนินการทางกฎหมายอย่างยุติธรรมกับบุคคลเหล่านี้ด้วยคำพูด การวิเคราะห์ หรือการกระทำในการสนับสนุนศัตรู”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม กล่าวเสริมว่า “มีความเป็นไปได้สูงว่า แผนการร้ายต่อไปของสหรัฐฯ ต่อสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน จะยังคงเป็นลักษณะเช่นนี้ แน่นอนว่า ด้วยความโปรดปรานของพระผู้เป็นเจ้า และด้วยความพร้อมและความตื่นตัวของประชาชาติ การเคลื่อนไหวในลักษณะนี้จะต้องถูกตอบโต้และทำลายลงอย่างเด็ดขาดโดยประชาชาติอย่างแน่นอน”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ได้กล่าวในอีกช่วงหนึ่งของคำปราศรัยว่า ปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมจำนวนมากของสหรัฐอเมริกา เป็นสัญญาณของกระบวนการเสื่อมถอยและการล่มสลายของจักรวรรดิอเมริกา โดยท่านกล่าวว่า “ปัญหาของอเมริกากับพวกเราคือ พวกเขาต้องการกลืนกินอิหร่าน แต่ประชาชาติอิหร่านและสาธารณรัฐอิสลามได้ขัดขวางไม่ให้เป้าหมายนั้นบรรลุผล”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า คำพูดเชิงข่มขู่ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ แสดงให้เห็นถึงความปรารถนาของพวกเขาที่จะครอบงำประชาชาติอิหร่าน โดยท่านกล่าวเสริมว่า “ประชาชาติอิหร่านได้เข้าใจบทเรียนทางอิสลามและชีอะฮ์ของตนเองเป็นอย่างดี และรู้อีกด้วยว่า ควรที่จะกระทำสิ่งใดในเวลาใด”
ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ได้ชี้ให้เห็นถึงถ้อยคำทางประวัติศาสตร์ของอิมามฮุเซน (อ.) ที่ว่า คนอย่างฉันจะไม่ให้สัตยาบันกับคนอย่างยะซีด โดยท่านผู้นำกล่าวว่า “ประชาชาติอิหร่านก็เช่นกัน กล่าวคือ ประชาชาติอย่างพวกเราที่มีวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และคำสอนอันสูงส่ง จะไม่ให้สัตยาบันกับบุคคลที่ฉ้อฉลเช่น ผู้ปกครองสหรัฐฯเป็นอันขาด”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า การเปิดโปงการทุจริตที่น่าตกตะลึงในกรณีเกาะอื้อฉาว สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นจริงของอารยธรรมและเสรีประชาธิปไตยแบบตะวันตก โดยท่านกล่าวเสริมว่า “สิ่งที่เคยได้ยินเกี่ยวกับการทุจริตของเหล่าผู้นำตะวันตกที่ผ่านมาเป็นเรื่องหนึ่ง แต่กรณีของเกาะนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แน่นอนว่า นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งจากความทุจริตจำนวนมากของพวกเขา และเช่นเดียวกับที่กรณีนี้ ซึ่งเดิมจะไม่ถูกเปิดเผย แต่ได้ถูกเปิดเผยแล้ว ก็ยังมีอีกหลายกรณีที่จะถูกเปิดเผยในภายหลังอีกด้วย”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ยังได้ชี้ให้เห็นถึงบรรยากาศที่เต็มไปด้วยการข่มขู่ ซึ่งครอบงำการโฆษณาชวนเชื่อและคำกล่าวของเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ รวมทั้งสื่อของพวกไซออนิสต์ที่เคลื่อนไหวอยู่ในสหรัฐฯ ต่อประเทศอิหร่าน โดยท่านกล่าวว่า “พวกท่าน ชาวเมืองทับรีซและประชาชาติอิหร่านได้ตอบโต้ต่อคำขู่และถ้อยคำที่ไร้สาระของพวกเหล่านั้นไปแล้วในวันที่ 22 บะฮ์มัน และยังได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การข่มขู่ไม่เพียงจะไม่มีผลใด ๆ แต่กลับยิ่งเพิ่มแรงจูงใจของประชาชนมากยิ่งขึ้น”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ได้เน้นย้ำให้เห็นว่า แม้พวกอเมริกาจะข่มขู่เรื่องสงคราม แต่พวกเหล่านี้ต่างก็รู้ดีว่า ด้วยปัญหาทางการเมือง เศรษฐกิจ รวมถึงชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือในเวทีระหว่างประเทศของตนเอง พวกเขาไม่สามารถรับมือกับเรื่องเช่นนี้ได้ โดยท่านกล่าวเสริมว่า “พวกเขารู้ว่าหากกระทำผิดพลาด จะต้องเผชิญกับอนาคตเช่นใด”
ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ถือว่า สัญญาณอีกประการหนึ่งของความเสื่อมถอยของจักรวรรดิอเมริกาที่ฉ้อฉลและอธรรม คือ ความไร้เหตุผลของพวกเขา โดยท่านผู้นำกล่าวว่า “ตัวอย่างของความไร้เหตุผลดังกล่าว คือ การแทรกแซงในกิจการของอิหร่าน รวมถึงหนึ่งในประเด็นที่สำคัญของเรา นั่นคือ เรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า การที่ประชาชาติมีอาวุธเพื่อการยับยั้ง เป็นสิ่งที่จำเป็นและเป็นหน้าที่บังคับ โดยท่านกล่าวว่า “ทุกประเทศที่ไม่มีอาวุธเพื่อการยับยั้งย่อมถูกศัตรูเหยียบย่ำ แต่พวกอเมิรกากลับแทรกแซงในประเด็นอาวุธ โดยบอกว่าพวกท่านไม่ควรมีขีปนาวุธบางประเภทหรือบางพิสัย ทั้งที่เรื่องนี้เป็นเรื่องของประชาชาติอิหร่าน และไม่เกี่ยวข้องกับพวกเขาแต่อย่างใด”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า การแทรกแซงของสหรัฐฯ ต่อสิทธิของอิหร่านในการมีอุตสาหกรรมนิวเคลียร์เพื่อสันติ สำหรับการบริหารประเทศ การรักษาพยาบาล การเกษตร และพลังงาน ก็เป็นความไร้เหตุผลอีกประการหนึ่ง โดยท่านกล่าวกับพวกอเมริกาว่า “เรื่องนี้ ถือเป็นเรื่องของประชาชาติอิหร่าน ไม่เกี่ยวอะไรกับพวกคุณ?
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ยังได้ชี้ให้เห็นถึงคำขวัญของประชาชนที่ว่า พลังงานนิวเคลียร์ เป็นสิทธิอันชอบธรรมของเราโดยท่านกล่าวว่า “สิทธิในการมีสถานประกอบการนิวเคลียร์และการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ได้รับการรับรองไว้ในสัญญาและข้อบังคับของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศสำหรับทุกประเทศ และการแทรกแซงของสหรัฐฯ ในสิทธิแห่งชาติ แสดงให้เห็นถึงแนวคิดที่ไร้ระเบียบของเจ้าหน้าที่ทั้งในอดีตและปัจจุบันของพวกเขา”
ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ถือว่า ความไร้เหตุผลที่แปลกประหลาดยิ่งกว่าของพวกอเมริกา คือ รูปแบบของการเชิญชวนให้เข้าเจรจา โดยท่านผู้นำได้ตั้งข้อสังเกตว่า “พวกเขาพูดว่า พวกท่านมาพูดคุยเจรจากันเกี่ยวกับพลังงานนิวเคลียร์ แต่ผลของการเจรจาต้องจบลงที่พวกท่านจะต้องไม่มีพลังงานนิวเคลียร์!
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ยังเน้นย้ำให้เห็นว่า หากจะมีการเจรจา การกำหนดผลลัพธ์ไว้ล่วงหน้า เป็นการกระทำที่ผิดและโง่เขลาอย่างยิ่ง โดยท่านกล่าวเสริมว่า “การกระทำอันโง่เขลานี้ถูกดำเนินการโดยรัฐบาล ประธานาธิบดี และวุฒิสมาชิกบางคนของสหรัฐฯ ซึ่งพวกเขาไม่คิดเลยว่า วิธีการเช่นนี้จะนำไปสู่ทางตันสำหรับตนเอง”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ยังได้ชี้ให้เห็นถึงคำขู่ซ้ำๆของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่อ้างว่า มีกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก โดยท่านเน้นย้ำว่า “แม้กองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก บางครั้งก็อาจถูกตบอย่างรุนแรงจนไม่สามารถลุกขึ้นได้
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ยังกล่าวถึงคำขู่และการกระทำอีกประการหนึ่งของพวกอเมริกา คือ การส่งเรือรบมุ่งหน้ามายังอิหร่าน โดยท่านกล่าวว่า “แน่นนอนว่า เรือรบ ถือเป็นอุปกรณ์ที่อันตรายก็จริง แต่อันตรายยิ่งกว่านั้น คือ อาวุธที่สามารถส่งเรือรบลงสู่ก้นทะเลได้
ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ยังชี้ให้เห็นถึงการยอมรับของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ว่า ไม่สามารถทำลายสาธารณรัฐอิสลามได้ แม้เวลาจะผ่านไป 47 ปีนับตั้งแต่การปฏิวัติ โดยท่านผู้นำเน้นย้ำว่า “นี่ถือเป็นการยอมรับที่ดี แน่นอนว่า ข้าพเจ้าขอกล่าวว่า ท่านก็จะไม่สามารถกระทำเช่นนั้นได้ เพราะสาธารณรัฐอิสลามไม่ใช่รัฐบาลที่แยกขาดจากประชาชน แต่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของประชาชาติที่มีชีวิตชีวา มีความมั่นคง และมีความเข้มแข็ง ซึ่งได้ทำงานและทุ่มเทความพยายามเพื่อความก้าวหน้าของตนในตลอดช่วง 47 ปีที่ผ่านมา”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ยังได้ชี้ให้เห็นว่า ศัตรูไม่สามารถถอนรากถอนโคนต้นกล้าเล็กๆ ของสาธารณรัฐอิสลามได้ตั้งแต่วันแรกๆ ของการปฏิวัติอิสลาม โดยท่านกล่าวเสริมว่า “ปัจจุบันนี้ ด้วยการสรรเสริญของพระผู้เป็นเจ้า สาธารณรัฐอิสลามได้เติบโตขึ้นเป็นต้นไม้ที่จำเริญงอกงาม สูงใหญ่ และให้ผลดก อีกทั้งเป็นประเทศที่มีศักยภาพอย่างมากมาย ซึ่งบรรดาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เคารพ ควรใช้ศักยภาพเหล่านี้เพิ่มความพยายามเป็นสองเท่า เพื่อแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อในปัจจุบันและการลดลงของค่าเงินแห่งชาติ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ เป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผล และด้วยความหวังในพระเจ้า ก็จะได้รับการแก้ไขด้วยเช่นกัน”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า การดำเนินงานที่ได้เริ่มต้นแล้วต้องสานต่ออย่างจริงจัง รอบคอบ และคำนึงถึงทุกด้าน รวมทั้งการแก้ไขปัญหาและการสร้างความสงบให้แก่สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ เป็นความรับผิดชอบของบรรดาเจ้าหน้าที่ โดยท่านกล่าวว่า “หากมีภัยคุกคาม ก็ย่อมมีเครื่องมือในการขจัดภัยคุกคาม เช่นกัน ด้วยเหตุนี้เอง ประชาชนควรดำเนินชีวิต การศึกษา การทำงาน และการค้าขายของตนโดยปราศจากความกังวลทั้งสิ้น”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ยังถือว่า การสร้างความสงบและความมั่นใจในตนเองให้ทั่วประเทศ เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง และแสดงความหวังว่า พระผู้เป็นเจ้าจะประทานความสงบและความมั่นคงทางจิตใจแก่ประชาชนทุกคน และประทานความสำเร็จแก่บรรดาเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง
ก่อนการปราศรัยของท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ฮุจญตุลอิสลาม วัลมุสลิมีน มุเฏาะฮะรี อัศล์ ผู้แทนผู้นำสูงสุดประจำจังหวัดอาเซอร์ไบจานตะวันออกและอิมามญุมอะฮ์แห่งเมืองทับรีซ ได้กล่าวถึงการยืนหยัดต่อสู้ของกองกำลังทหารและประชาชนในจังหวัดต่อการรุกรานของระบอบรัฐเถื่อนไซออนิสต์ และการเข้าร่วมอย่างกว้างขวางของประชาชนในการเดินขบวนวันที่ 22 เดย์ และ 22 บะฮ์มัน โดยเขากล่าวว่า ประชาชนชาวอาเซอร์ไบจานพร้อมปฏิบัติหน้าที่ทางศาสนา การปฏิวัติอิสลาม และภารกิจแห่งชาติ
